วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การศึกษาไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0

การศึกษาไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0


                ดร.ชวลิต โพธิ์นคร  วิทยากรได้บรรยายด้านการพัฒนาประเทศต้องมีปัจจัยหลายด้านเพื่อมาขับเคลื่อนประกอบด้วยด้านสิ่งแวดล้อมด้านสังคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจการเมืองโดยเฉพาะด้านการศึกษาซึ่งเป็นการพัฒนาคนให้มีความรู้ความสามารถซึ่งต้องเน้นด้านคุณธรรมและจริยธรรมโดยเฉพาะด้านความซื่อสัตย์เพื่อเป็นการสร้างคนดีไปสู่สังคมโดยปีพ.ศ.2547-2548 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้พัฒนาโรงเรียนต่างๆให้เป็นโรงเรียนตามแนววิถีพุทธและโรงเรียนคริสต์เพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กไทยตั้งแต่วัยเด็กให้มีคุณลักษณะที่ประเทศต้องการยกตัวอย่างระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์และประเทศจีนที่ได้นำระบบการวัดผลแบบ PISA
(Programme for International Student Assessment)มาใช้เพื่อนำมาพัฒนาเด็กซึ่งประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในประเทศจีนที่มณฑลเซี่ยงไฮ้พบว่า เด็กนักเรียนมีผลคะแนนในการสอบวัดผลทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
                 
                  ทิศทางในการพัฒนาประเทศไทย มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยแบ่งออกเป็น 4 ยุค ได้แก่
1. ประเทศไทย 1.0  เน้นการเกษตรเป็นหลัก
2. ประเทศไทย 2.0 เน้นอุตสาหกรรมแต่เป็นอุตสาหกรรมเบา
3. ประเทศไทย 3.0  เป็นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์
4. ประเทศไทย 4.0 เป็นยุคเทคโนโลยี Creative และ Innovation เน้นการสร้างให้คนไทยสามารถคิดเองได้

                   ประเทศไทย 4.0  จึงควรมีการเปลี่ยนวิธีการที่มีลักษณะสำคัญ คือ เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่และรัฐต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services และเปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง





                 กรอบยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)  โรงเรียนและหน่วยงานต้องวางแผนงานให้รองรับกรอบยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน คือ
1. ความมั่นคง
2. การสร้างความสามารถในการแข่งขัน
3. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์
4. การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
5. การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
6. การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
                 ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งที่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาวและเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่งมั่นคงและยั่งยืน

                 ทิศทาง  ในการสร้างเด็กยุคไทยแลนด์ 4.0 สร้างเด็กและเยาวชนไทยให้มีความรู้ความสามารถ และมีทักษะในการประยุกต์ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างความคิดของเด็กและเยาวชนไปสู่ที่ยากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของการยกระดับคุณภาพการศึกษาของชาติ การพัฒนาเด็กต้องพัฒนาทั้งด้านความรู้ และทักษะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การเรียนรู้จากปัญหาจริงที่เกิดขึ้น เรียกว่าเป็น Problem Based Learning





               การพัฒนาการศึกษาภายใต้กรอบประเทศไทย 4.0 สู่ศตวรรษที่ 21  เริ่มด้วยการฝึกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูเปลี่ยนจากครูสอนเป็นพี่เลี้ยง ครูฝึก (Coach) การเรียนแบบบูรณาการสหวิชาการ เชื่อมโยงความรู้กับจินตนาการ เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปธรรมให้ผู้เรียนมีทักษะที่ต้องการ เช่น การทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารที่ดี ซึ่งการจัดการศึกษาต้องสร้างความพอใจให้ผู้เรียนและท้าท้ายสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนอยากเรียน


                  ปัจจุบันการศึกษาอยู่ในยุค 4.0 โดยผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากสื่อการสอนทุกรูปแบบ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัล โดยเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะในการสืบค้นและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากข้อมูลในปัจจุบันมีจำนวนมาก ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการค้นหาและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

ตรวจสอบทบทวน 3


กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

4.กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

          ขั้นนำ
          4.1 เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลงโดยให้เด็กเคลื่อนไหวร่างกายไปทั่วบริเวณห้องอย่างอิสระตามเสียงกลอง เช่น ถ้าครูตีกลองช้า ๆ ให้เด็กเดินช้า ๆ ตามจังหวะของเสียงกลอง ถ้าครูตีกลองเร็ว ๆ ให้เด็ก ๆ วิ่งตามจังหวะของกลอง ถ้าครูหยุดตีกลอง ให้เด็กหยุดเคลื่อนไหวในท่านั้นทันที โดยขณะเคลื่อนไหวเด็ก ๆ ต้องระมัดระวังไม่ให้ชนกับเพื่อนถ้าชนเพื่อนต้องขอโทษทันที

ขั้นสอน
           4.2. เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ-ผู้ตาม เช่น
                   -วันนี้ครูมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ทำชื่อกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ-ผู้ตาม
           4.3. เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ-ผู้ตามดังนี้
                   -ให้เด็กจับมือกันเป็นวงกลมใหญ่  1  วง 
                   -หาอาสาสมัครออกมาเป็นผู้นำแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น ดอกไม้บาน ตามจินตนาการ
                   -เมื่อเพื่อนที่เป็นผู้นำ ทำท่าอย่างไร ให้เพื่อนที่เหลือทำท่าทางตามที่ผู้นำแสดง
                   -ให้เด็ก ๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสลับกันออกมาเป็นผู้นำจนครบทุกคน
           4.4. เด็กและครูร่วมกันหาอาสาสมัครออกมาทดลองปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ-ผู้ตาม เช่น
                   - ใครจะออกมาแสดงท่าทางดอกไม้ให้เพื่อนดูบ้างคะ
          4.5. เด็กและครูร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ – ผู้ตาม ตามข้อ 4.3 สลับหมุนเวียนกันไปจนครบทุกคน


ขั้นสรุป
4.6. เด็กและครูร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ – ผู้ตาม เช่น
          -เด็ก ๆ แสดงท่าทางดอกไม้อย่างไรบ้าง
          -ใครทำท่าดอกไม้ได้เหมือนดอกไม้มากที่สุดและทำท่าอย่างไร
4.7. เมื่อเสร็จกิจกรรมครูให้เด็กพักผ่อนนอนพักนิ่ง  2 นาที  เป็นการพักคลายกล้ามเนื้อ


5. สื่อและแหล่งการเรียนรู้
                    - กลอง


ตรวจสอบทบทวน 2

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ


1.มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่ และกล้ามเนื้อเล็กที่แข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสานสัมพันธ์กัน
                   ตัวบ่งชี้ที่ 2.1 เคลื่อนไหวร่างกายอย่างคล่องแคล่วและทรงตัวได้ดี
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว   และรักการออกกำลังกาย
                   ตัวบ่งชี้ที่ 4.สนในและมีความสุขและแสดงออกผ่านงานศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 8  อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
                   ตัวบ่งชี้ที่ 8.2 ปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

2. สาระการเรียนรู้
2.1 สาระที่ควรเรียนรู้
               -การเคลื่อนไหวร่างกายแบบผู้นำ-ผู้ตาม

          2.2 ประสบการณ์สำคัญ
               -การเคลื่อนไหวอยู่กับที่และการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่
               -การแสดงปฏิกิริยาตอบโต้เสียงดนตรี
                                               
3.จุดประสงค์การเรียนรู้
          3.1 เพื่อให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายเป็นผู้นำและผู้ตามได้
 3.2 เพื่อให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะและสัญญาณได้
          3.3 เพื่อให้เด็กสามารถแสดงท่าทางด้วยความมั่นใจ

ทฤษฎีพหุปัญญา


ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences)


                การจะบอกว่าเด็กคนหนึ่งฉลาด หรือมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ถ้าเรานำระดับสติปัญญาหรือไอคิว ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาเป็นมาตรวัด ก็อาจได้ผลเพียงเสี้ยวเดียว เพราะว่าวัดได้เพียงเรื่องของภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมิติสัมพันธ์เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีความสามารถอีกหลายด้านที่แบบทดสอบในปัจจุบันไม่สามารถวัดได้ครอบคลุมถึง เช่น เรื่องของความสามารถทางดนตรี ความสามารถทางกีฬา และความสามารถทางศิลปะ เป็นต้น
                ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เป็นผู้หนึ่งที่พยายามอธิบายให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย โดยคิดเป็น “ ทฤษฎีพหุปัญญา ” (Theory of Multiple Intelligences) เสนอแนวคิดว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนบ้าง แล้วแต่ละด้านผสมผสานกัน แสดงออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป

                 ในปี พ.ศ. 2526 การ์ดเนอร์ ได้เสนอว่าปัญญาของมนุษย์มีอยู่อย่างน้อย 7 ด้าน คือ ด้านภาษา ด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้านดนตรี ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านการเข้าใจตนเอง ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 ได้เพิ่มเติมเข้ามาอีก 1 ด้าน คือ ด้านธรรมชาติวิทยา เพื่อให้สามารถอธิบายได้ครอบคลุมมากขึ้น จึงสรุปได้ว่า พหุปัญญา ตามแนวคิดของการ์ดเนอร์ ในปัจจุบันมีปัญญาอยู่อย่างน้อย 8 ด้าน ดังนี้
1. ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) คือ ความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมือง จนถึงภาษาอื่น ๆ ด้วย สามารถรับรู้ เข้าใจภาษา และสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ต้องการ ผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น ก็มักเป็น กวี นักเขียน นักพูด นักหนังสือพิมพ์ ครู ทนายความ หรือนักการเมือง
2. ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) คือ ความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์ และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น ก็มักเป็น นักบัญชี นักสถิติ นักคณิตศาสตร์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักเขียนโปรแกรม หรือวิศวกร
3. ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence) คือ ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาได้ดี สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทาง และตำแหน่ง อย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แล้วถ่ายทอดแสดงออกอย่างกลมกลืน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศทาง สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น จะมีทั้งสายวิทย์ และสายศิลป์ สายวิทย์ ก็มักเป็น นักประดิษฐ์ วิศวกร ส่วนสายศิลป์ ก็มักเป็นศิลปินในแขนงต่าง ๆ เช่น จิตรกร วาดรูป ระบายสี เขียนการ์ตูน นักปั้น นักออกแบบ ช่างภาพ หรือสถาปนิก เป็นต้น
4. ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) คือ ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักกีฬา หรือไม่ก็ศิลปินในแขนง นักแสดง นักฟ้อน นักเต้น นักบัลเล่ย์ หรือนักแสดงกายกรรม
5. ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) คือ ความสามารถในการซึมซับ และเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้ การจดจำ และการแต่งเพลง สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดี และถ่ายทอดออกมาโดยการฮัมเพลง เคาะจังหวะ เล่นดนตรี และร้องเพลง สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักดนตรี นักประพันธ์เพลง หรือนักร้อง
6. ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกต สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดี เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นครูบาอาจารย์ ผู้ให้คำปรึกษา นักการฑูต เซลแมน พนักงานขายตรง พนักงานต้อนรับ ประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ
7. ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) คือ ความสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะ และสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า เมื่อไหร่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อน หรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็ง หรือความสามารถในเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคนเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า และมีความสุข สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักคิด นักปรัชญา หรือนักวิจัย
8. ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence) คือ ความสามารถในการรู้จัก และเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ และการรังสรรค์ต่าง ๆ ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกต เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือนักสำรวจธรรมชาติ

                    ทฤษฎีนี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นความสำคัญใน 3 เรื่องหลัก ดังนี้
1. แต่ละคน ควรได้รับการส่งเสริมให้ใช้ปัญญาด้านที่ถนัด เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้
2. ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ควรมีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้สอดรับกับปัญญาที่มีอยู่หลายด้าน
3. ในการประเมินการเรียนรู้ ควรวัดจากเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถครอบคลุมปัญญาในแต่ละด้าน
ทฤษฎีพหุปัญญา ของการ์ดเนอร์ ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายทางปัญญาของมนุษย์ ซึ่งมีหลายด้าน หลายมุม แต่ละด้านก็มีความอิสระในการพัฒนาตัวของมันเองให้เจริญงอกงาม ในขณะเดียวกันก็มีการบูรณาการเข้าด้วยกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน แสดงออกเป็นเอกลักษณ์ทางปัญญาของมนุษย์แต่ละคน คนหนึ่งอาจเก่งเพียงด้านเดียว หรือเก่งหลายด้าน หรืออาจไม่เก่งเลยสักด้าน แต่ที่ชัดเจน คือ แต่ละคนมักมีปัญญาด้านใดด้านหนึ่งโดดเด่นกว่าเสมอ ไม่มีใครที่มีปัญญาทุกด้านเท่ากันหมด หรือไม่มีเลยสักด้านเดียว นับเป็นทฤษฎีที่ช่วยจุดประกายความหวัง เปิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาด้านสติปัญญาของมนุษย์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในกลุ่มเด็กปกติ เด็กที่มีความบกพร่อง และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

บทที่ 3 วิเคราะห์ภาระงาน (Task Analysis)


บทที่ 3
วิเคราะห์ภาระงาน (Task Analysis)

T : วิเคราะห์ภาระงาน (Task  Analysis) ศึกษาข้อมูลต่างๆเพื่อให้ได้ความรู้ (knowledge) ทักษะ (Skill)  และเจตคติ (Attitude)  ที่เกี่ยวข้องเพื่อการอธิบายภาระงานหรือกิจกรรมที่ช่วยนำทางผู้เรียนไปสู่จุดหมายการเรียนรู้ การวิเคราะห์งานจะเขียนแสดงความสัมพันธ์ด้วย KSA diagram คือ Knowledge- Skill-Attitude การวิเคราะห์ภาระงานเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์การเรียนการสอนซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ
1. ตัดสินใจให้ได้ว่าเป็นความต้องการในการเรียนการสอน มีภาระงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน
2. ต้องการความชัดเจนว่าต้องเรียนรู้เรื่องใดมาก่อนซึ่งจะนำไปสู่ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
3. การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน จากขั้นที่ 2  บอกให้รู้ว่าผู้เรียนจะต้องเรียนรู้และวัดผลในเรื่องใด

Donald Clark, (2004 : 13) เสนอแนวทางการวิเคราะห์ตามกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนนี้ว่า เป็นการปฏิบัติเพื่อลงสรุปให้ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการสอนให้ชัดเจน ดังนี้


ทบทวนระบบหรือกระบวนการเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น
เรียบเรียงภาระงาน (ถ้าจำเป็น)
          *ระบุงาน
          *บรรยายลักษณะงาน
          *รายการ ภาระงานของแต่ละงาน
วิเคราะห์ภาระงานนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อสนองต่อความต้องการการเรียนรู้
เลือกภาระงานสำหรับการเรียนการสอน (ภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องก็ควรจะเลือกใช้วิธีอื่น
(ที่ไม่ใช่การสอน)
สร้างเครื่องมือวัดผลการปฏิบัติ
เลือกวิธีการเรียนการสอน
ประมาณค่าใช้จ่ายในการสอน (ถ้าจำเป็น)
หมายเหตุ คำว่า (ถ้าจำเป็น) อาจไม่ต้องทำก็ได้เมื่อผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายรับทราบ
กิจกรรมนั้นๆทราบแล้ว



การวิเคราะห์งาน

การวิเคราะห์งานเป็นการตรวจสอบว่าในการศึกษานั้นๆมีงานใดที่เป็นชีวิตจริงและมีความรู้ทักษะและเจตคติใดบ้างที่นำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานนั้นๆการวิเคราะห์งานช่วยให้แน่ใจว่าจะได้หน้าและคุณค่าที่เกี่ยวข้องในการเรียนรู้
                        คำถามหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์งาน การวิเคราะห์งานมีคำถามหลัก 3 ข้อคือ
                             ภาระใดงานใดเป็นข้อกำหนดของงาน
                             การจัดเรียงลำดับของแต่ละภาระงานคืออะไร
                             เวลาที่ใช้ในการทำแต่ละภาระงาน
                   สุดท้ายหาคำตอบให้ได้ว่าภาระงานใดมีความสำคัญเนื่องจากงานประกอบด้วยภาระงานหลายภาระงาน
               การวิเคราะห์งานทำได้อย่างไร
                   วิธีการวิเคราะห์งานที่ใช้บ่อยคือ
                   การสอบถาม (questionnaires) การสำรวจโดยส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สอบถามผู้เชี่ยวชาญเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายน้อยและได้ข้อมูลจำนวนมาก
                   การสัมภาษณ์ ( interviewsการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรือการพบปะสนทนาเป็นรายบุคคลกับผู้เชี่ยวชาญเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลามากแต่มีข้อดีสำหรับคำถามปลายเปิดหรือสามารถถามเพิ่มในประเด็นที่ต้องการได้ทันที
                   การสนทนากลุ่ม (focus groupsการสัมภาษณ์กลุ่มผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะให้ผลดีกว่าในประเด็นที่จะช่วยให้ตรงประเด็นมากกว่ามิฉะนั้นอาจจะเข้าใจผิดหรือมโนทัศน์ที่ผิดพลาดได้

         การวิเคราะห์ภาระงาน

                   การวิเคราะห์ภาระงานคล้ายคลึงกันกับการวิเคราะห์งานแต่มีระดับของการวิเคราะห์อยู่ที่รายละเอียด-หน่วยย่อย การวิเคราะห์งานทำได้โดยการจำแนกงานออกเป็นภาระงานหลายภาระงานจากนั้นการวิเคราะห์ภาระงานก็จะวิเคราะห์ย่อยลงถึงส่วนประกอบโดยใช้คำถามในการวิเคราะห์เช่นเดียวกันกับการวิเคราะห์งานดังนี้
                   ส่วนประกอบของแต่ละภาระงานคืออะไร
ส่วนประกอบแต่ละส่วนสามารถนำมาเรียงลำดับด้วยอะไรได้บ้าง
ส่วนประกอบแต่ละส่วนต้องใช้เวลาเท่าไร
ขั้นตอนที่จำเป็นคืออะไรและเส้นทางวิกฤตคืออะไร
ขั้นตอนที่จำเป็นหมายถึงภาระงานที่ไม่สามารถข้าม  ละเว้นไม่ต้องปฏิบัติภาระงานนั้น
มิฉะนั้นจะมีผลเสียต่อผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นปัจจัยป้อนให้กับขั้นตอนต่อไป ส่วนเส้นทางวิกฤติเป็นผลต่อเนื่องจากขั้นตอนที่จำเป็น เส้นทางวิกฤติมีผลต่อโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จของงานได้และในทำนองเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งก็ได้
          การตัดสินใจเลือกภาระงานต้องคำนึงถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพซึ่งโปรแกรมที่ดีต้องแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดภายใต้กรอบค่าใช้จ่ายที่ได้รับและต้องสนองจุดหมายของการเรียนรู้ไปพร้อมกันการเลือกภาระงานอาจแบ่งภาระงานได้เป็น 3 กลุ่มคือ
                    1. กลุ่มภาระงานที่จัดไว้สำหรับการเรียนแบบปกติ (formal)
                    2กลุ่มภาระงานและสำหรับการฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน ( On the -  Job  Training OJT)
                3. กลุ่มภาระงานที่ไม่จัดไว้ทางการเรียนแบบปกติหรือการฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน เช่น ชุดการศึกษาด้วยตนเอง ฯลฯ
           คำถามที่ใช้ในการวิเคราะห์ภาระงาน
           (Donal Clark. 2004 : 10) ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคำถามในการวิเคราะห์ภาระงานไว้ดังนี้
           ภาระงานนี้มีความยุ่งยากหรือซับซ้อนเพียงใด
           ในการปฏิบัติงานต้องใช้พฤติกรรมแบบใดบ้าง
           ภาระงานนี้จะต้องกระทำบ่อยเพียงใด
           ภาระงานนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด
แต่ละคนทำภาระงานนี้ถึงระดับใดถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชิ้นงานถ้าเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานอะไรเป็นความสัมพันธ์ระหว่างภาระงานต่างๆ
หากปฏิบัติภาระงานผิดพลาดหรือไม่ปฏิบัติเลยผลจะเป็นอย่างไร
อะไรเป็นขอบเขตของภาระงานในการปฏิบัติงานนั้นๆ
ระดับความชำนาญที่คาดหวังในการปฏิบัติภาระควรจะอยู่ระดับใด
ภาระงานมีความสำคัญอย่างไร
สารสนเทศใดที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติภาระงานและจะได้มาจากแหล่งใด
อะไรคือเงื่อนไขในผลการปฏิบัติงาน
ในการดำเนินงานตามระบบ จำเป็นต้องมีการประสานงานกับบุคคลฝ่ายอื่นหรือภาระงานอื่นหรือไม่
ภาระงานนั้นๆมากเกินกว่าความต้องการในด้านต่างๆหรือไม่ เช่น ด้านการรับรู้ ด้านความรู้ และด้านทักษะ และด้านกายภาพ
ภาระงานนี้จะต้องกระทำบ่อยเพียงใดภายใต้กรอบเวลา เช่น รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี
การปฏิบัติภาระงานนี้ต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด
ในการปฏิบัติภาระงานนี้บุคคลต้องมีทักษะ ความรู้ และความสามารถต่างๆอะไรเป็นพื้นฐาน
เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติที่ยอมรับได้ในปัจจุบันคืออะไร
และเกณฑ์ที่พึงประสงค์คืออะไร
พฤติกรรมใดที่สามารถจำแนกได้ว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติงานที่ดี
พฤติกรรมใดที่มีความสำคัญ ต่อผลการปฏิบัติงานตามภาระงาน

การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้

          การวิเคราะห์สาระการเรียนรู้จะเป็นการจำกัดขอบเขตของเรื่องที่จะนำมาสอนกับเรื่องที่ไม่ต้องนำมาสอน ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในปัจจุบันเนื่องจากหนังสือเรียนบรรจุสารสนเทศไวมากเกินกว่าที่จะนำมาสอนอย่างมีประสิทธิผลในระยะเวลาหนึ่งภาคเรียน ควรยึดหลักว่า เพื่อเป็นผลดีต่อการเรียนรู้จริงๆของผู้เรียน สื่อการเรียนรู้ที่จำเป็นถึงแม้ว่าจะน้อยแต่ก็ดีกว่าสื่อการเรียนรู้ขนาดใหญ่แต่ไม่ได้ช่วยให้ประสบความสำเร็จในการเรียน
          วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ เนื้อหาสาระที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์อาจแบ่งได้หลายลักษณะ เช่น การเย่ และบริกส์ (Gagne and Briggs 1974 : 53 - 70) กำหนดสาระการเรียนรู้ดังนี้  1) ข้อมูลที่เป็นความรู้  2) เจตคติ และ 3) ทักษะ ส่วนเดคโค (De Cecco 1968 : 214 - 447) แบ่งสาระการเรียนรู้ตามจุดประสงค์เป็น  1) ทักษะ  2ความรู้ที่เป็นข้อมูลธรรมดา 
 3) ความคิดรวบยอดและหลักการ และ 4) การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์และการค้นพบ
            การวิเคราะห์เนื้อหาสาระควรดำเนินการดังนี้
ตัดสินใจให้ได้ว่าสารสนเทศใดมีความจำเป็นสูงสุด
แบ่งออกเป็นมโนทัศน์ย่อยๆ
ข้อเสนอแนะให้นำโครงสร้างการจำแนกจุดประสงค์การเรียนรู้มาใช้ในการตัดสินใจในการสอน อาทิ การจำแนกจุดมุ่งหมายการศึกษาของบลูม (Blooms Taxonomy)

การออกแบบและพัฒนาภาระงาน

          Herman, J. L., Aschbacher, P. R., and Winters, L. (1992 อ้างถึงใน ชอบ  ลีชอ (2555การประเมินตามสภาพจริง สํานักทดสอบทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ) การออกแบบและพัฒนาภาระงาน ต้องอาศัยหลักวิชา การวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญในเนื้อหาสาระในระดับมืออาชีพขั้นตอนการสร้างภาระงานมีดังต่อไปนี้
1. การระบุความรู้และทักษะที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน โดยเริ่มจากพิจารณาและวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตร ผลการเรียนที่คาดหวัง หรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อที่จะสามารถระบุขอบเขตและประเภทของความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ผู้สอนควรตั้งปัญหาถามตนเอง 5 ข้อเพื่อที่จะระบุหรือกำหนดความรู้และความสามารถที่ผู้เรียนจะได้รับจากการปฏิบัติภาระงาน คือ
1) ทักษะทางปัญญาและคุณลักษณะที่สำคัญที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ฝึกและพัฒนาคืออะไร เช่น การสื่อสารด้วยการเขียนอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาโดยใช้ข้อมูลขั้นปฐมภูมิและจากเอกสารอ้างอิง การใช้หลักพีชคณิต เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
 2ทักษะและคุณลักษณะทางสังคม และจิตพิสัยที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนคืออะไร เช่น การทำงานโดยอิสระ การปฏิบัติโดยร่วมมือกับผู้อื่น ความมั่นใจในความสามารถของตน และการรู้จักรับผิดชอบเป็นต้น
 3)  ทักษะความคิดระดับสูงและอภิปัญญา ที่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนคืออะไร  เช่น การใคร่ครวญ ตรึกตรอง ทบทวนกระบวนการทำงานของตน การประเมินประสิทธิภาพของกลวิธีที่ตนใช้ การพิจารณาและประเมินความก้าวหน้าของตนเองเป็นระยะๆ เป็นต้น
 4ความสามารถที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความสามารถอะไร เช่น ความสามารถในการวางแผน ศึกษาค้นคว้าเพื่อหาคำตอบให้กับประเด็นปัญหาที่กำหนดให้ ความสามารถจำแนกประเภทปัญหาที่สามารถใช้หลักการทางเรขาคณิตแก้ได้ การแก้ปัญหาที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด เป็นต้น
 5หลักการทางวิชาการและความคิดรวบยอดที่ต้องการให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้คืออะไร เช่น การใช้หลักการทางนิเวศวิทยากำหนดแนวปฏิบัติในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การใช้หลักคณิตศาสตร์ไตรยางค์ในการแก้ปัญหาเรื่องการซื้อขาย เป็นต้น
2ออกแบบภาระงานที่ผู้เรียนต้องใช้ความรู้และทักษะ ( จากข้อ 1) ลักษณะสำคัญของงานคือต้องกระตุ้นหรือสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียน มีความท้าทาย แต่ไม่ยากเกินไปจนผู้เรียนทำไม่ได้ และในขณะเดียวกันต้องครอบคลุมสาระสำคัญทางวิชาและทักษะที่ลึกซึ้ง เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือ
          Herman et al. (1992) ได้เสนอประเด็นคำถามสำคัญให้ผู้สอนพิจารณาในขั้นตอนนี้ คือ
1) เวลา จะต้องใช้เวลาเท่าไร  ผู้เรียนจะพัฒนาความรู้และทักษะที่เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติงานในระยะเวลาเท่าไรจึงจะเหมาะสม เนื่องจากการพัฒนาความคิดรวบยอดที่สำคัญและทักษะกระบวนการคิดระดับสูง ความรู้ทักษะมักจะใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ยาวนานพอสมควร ผู้สอน/ผู้ออกแบบควรจะกำหนดเวลาที่เหมาะสมตามประเภทของสาระสำคัญและความลึกซึ้งของทักษะและระดับชั้นเรียนหรือพัฒนาการด้านสติปัญญาของผู้เรียน
 2จะมีหลักการอย่างไรในการเลือกความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่มีจำนวนมากและหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่กำหนด หลักการสำคัญคือพิจารณาจากมาตรฐานการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับความรู้  ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษา และความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่มีขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่กว้างขวางใช้ได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย
 3พิจารณาโลกแห่งความเป็นจริง ผู้สอน/ผู้ออกแบบควรให้ความสำคัญต่อความรู้ ทักษะและคุณลักษณะที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ควรให้ความสนใจกับสิ่งที่เป็นเพียงอุดมคติสามารถบรรลุได้ในความเป็นจริง
           3. การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) หรือเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนเป็นปรนัย เป็นที่ยอมรับ และสามารถสะท้อนให้เห็นถึงระดับของผลสัมฤทธิ์ทางด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เกณฑ์การให้คะแนนส่วนมากมักจะอยู่ในรูปตาราง 2 มิติ ประกอบด้วย
          ส่วนหัวของ Rows จะแสดงระดับคุณภาพของความรู้ ทักษะหรือความสามารถของแต่ละ Column จำนวน Rows จะขึ้นอยู่กับจำนวนของระดับคุณภาพที่ต้องการใช้ และส่วนมากจะอยู่ระหว่าง  2-ระดับ
          ช่องแต่ละช่องในตารางจะมีคำบรรยายถึงระดับคุณภาพแต่ละระดับของความรู้ ทักษะ หรือความสามารถที่ประเมินภาระงานแต่ละชิ้นควรจะมีเกณฑ์การประเมินเฉพาะตัว เกณฑ์การประเมินที่ออกแบบมาอย่างดีจะให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนว่าจะต้องแสดงความสามารถด้านใดออกมาในระดับใดจึงจะได้คะแนนเท่าไร เกณฑ์การประเมินยังเป็นเครื่องมือให้ผู้สอนสามารถเงินผู้เรียนอย่างเป็นปรนัยและได้ผลการประเมินที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ควรจะมีตัวอย่างผลงานพร้อมทั้งระดับคะแนนแต่ละด้านให้นักเรียนได้ศึกษาประกอบด้วย
          หมายเหตุ ผู้สอน/ผู้ออกแบบควรจะนำภาระงานไปทำการตรวจสอบทบทวนแล้วนำไปทดลองใช้ในภาคสนาม นำผลกลับมาศึกษาวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขก่อนจะนำไปใช้ในสถานการณ์จริงต่อไป

การสอนเพื่อความเข้าใจ : การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ

          การกำหนดจุดหมายที่พึงประสงค์ในการสอนเพื่อความเข้าใจครูจะพิจารณาว่านักเรียนมีความรู้พื้นฐานที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและน่าจะรู้อะไรบ้างแล้ว จะนะกำหนดขอบข่ายให้แคบลงว่านักเรียนควรมีสิ่งที่จำเป็นต้องรู้และจำเป็นต้องทำ นักเรียนควรทำความเข้าใจในเรื่องใดและควรทำอะไรได้บ้าง ควรมีความเข้าใจที่ยั่งยืนอะไรบ้าง ครูจะต้องพิจารณาวิธีการประเมิน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมการเรียนการสอนจะต้องลุ่มลึกกว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก (ระบุหลักฐานและเกณฑ์ในการประเมินผลชัดเจน) จึงจะสามารถพัฒนาให้เกิดความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้ง
          การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ ( backward Design)
Wiggin ได้เสนอกระบวนการออกแบบการเรียนรู้ที่ย้อนกลับ จากจุดหมายการเรียนรู้และมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยเริ่มจากจุดหมายการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ จากนั้นจึงออกแบบหลักสูตร ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ และออกแบบการประเมินผลการเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน เริ่มจากจะวิเคราะห์ตั้งแต่ช่วงแรกของการออกแบบหลักสูตรว่า หากนักเรียนบรรลุจุดหมายที่กำหนดไว้ จะต้องพิจารณาจากสิ่งใดหรือจากหลักฐานอะไร จึงจะถือว่านักเรียนได้เกิดความเข้าใจในระดับที่พึงประสงค์ วิธีการนี้จะช่วยให้ครูมีความชัดเจนในเรื่องจุดหมาย และออกแบบให้มีความสอดคล้องกันระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอนและจุดหมายที่พึงประสงค์ การออกแบบแบบย้อนกลับ จะมี 3 ขั้นตอนดังนี้
1) การกำหนดจุดหมายในการจัดการเรียนรู้
2การกำหนดหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนได้บรรลุจุดหมายการเรียนรู้ที่กำหนดไว้
3การวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้

การกำหนดจุดหมายในการจัดการเรียนรู้

ผู้สอนจะพิจารณาว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่เป็นสาระสำคัญและรู้อะไรแล้ว กำหนดขอบข่ายว่านักเรียนจำเป็นต้องรู้สาระอะไร และจะต้องทำอะไรได้ ผู้เรียนควรทำความเข้าใจในเรื่องใด ควรทำอะไรได้บ้าง และควรมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกและยั่งยืนในเรื่องใด Wiggin ได้เสนอเกณฑ์พิจารณากำหนดจดหมาย 4 ประการ ได้แก่
 1. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น เป็นประเด็นหลักที่จะมีคุณค่านอกบริบทการเรียนการสอนในห้องเรียนหรือไม่ ความเข้าใจที่ยั่งยืนต้องไม่เป็นเพียงข้อมูลหรือทักษะเฉพาะเรื่องเท่านั้น แต่จะต้องเป็นเรื่องหลัก ประเด็นหลัก ที่สามารถนำไปประยุกต์ในสถานการณ์อื่นๆนอกห้องเรียน
 2. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น เป็นหัวใจของศาสตร์ที่เรียนหรือไม่ นักเรียนควรมีโอกาสผ่านกระบวนการของศาสตร์นั้นๆ เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าองค์ความรู้ในศาสตร์นั้นๆเกิดขึ้นได้อย่างไร
 3. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจเพียงใด มีเนื้อหาสาระเป็นจำนวนมากที่ซับซ้อน ยาก และเป็นนามธรรม การที่นักเรียนจะเข้าใจได้ด้วยตนเอง หัวข้อเหล่านี้ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และควรบรรจุในการเรียนการสอนมากกว่าเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ที่นักเรียนอาจเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
 4. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของนักเรียน มีหลายหัวข้อ หลายกิจกรรมที่นักเรียนสนใจตามวัยอยู่แล้ว สามารถเลือกมาใช้เพื่อเป็น “ประตู” ไปสู่เรื่องอื่นที่ใหญ่กว่า หากสามารถเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนเป็นสู่เรื่องที่นักเรียนสนใจ จะช่วยทำให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป

การวางแผนการจัดการเรียนรู้


           เมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับจดหมายการเรียนรู้และหลักฐานที่เป็นรูปประธรรมและผู้สอนสามารถ               เริ่มวางแผนการจัดการเรียนรู้ได้โดยอาจตั้งคำถามดังต่อไปนี้
           ความรู้และทักษะอะไรจะช่วยให้นักเรียนมีความสามารถตามจุดหมายที่กำหนดไว้
           กิจกรรมอะไรจะช่วยพัฒนานักเรียนไปสู่จุดหมายดังกล่าว
           สื่อการสอนจึงจะเหมาะสมสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ข้างต้น
           การออกแบบโดยรวมสอดคล้องและลงตัวหรือไม่


การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร  

        ชั้นเรียนโดยทั่วไปไปกำหนดให้มีจำนวนผู้เรียนประมาณห้องหรือกลุ่มละ 30 คน เพื่อที่ผู้สอนและผู้เรียนจะได้มีปฏิสัมพันธ์อย่างทั่วถึง และกระบวนการจัดการเรียนการสอนเป็นทางการ เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้เรียนเพิ่มขึ้นเป็นผลให้ชั้นเรียนขนาดเล็กกลายเป็นชั้นเรียนขนาดใหญ่ผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบสอนชั้นเรียนขนาดใหญ่ได้แบ่งเป็นกลุ่มหรือชั้นเรียนขนาดเล็กโดยมีผู้ช่วยสอนหรือไม่ผู้สอนก็ใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการสอน (มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและเทคนิคการเรียนการสอบที่เกี่ยวข้องกับผู้สอน ผู้ช่วยสอน (ประจำห้องปฏิบัติการ ห้องเทคโนโลยีที่ทันสมัย)) ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ในการจัดการเรียนการสอนควรมีการปรับเปลี่ยนเนื่องจากมีข้อจำกัดของทรัพยากรอันเป็นผลจากพัฒนาการทางสังคม โดยปรับวิธีการเรียนการสอน เครื่องมือและสภาพกายภาพ ผู้สอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับจิตใจของคน การจัดการเรียนรู้เชิงสังคม และการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นต้น

อัธยาตมวิทยา : ความรู้ที่เกี่ยวกับจิตใจของคน

        นิรมล ตีรณสาร สวัสดิบุตร (2548 7-8ได้กล่าวไว้ว่า หนังสืออัธยาตมวิทยา หมายถึง ความรู้ที่เกี่ยวกับจิตใจของคน ซึ่งเป็นความรู้ที่ผู้เป็นครูจำเป็นต้องรู้ เพราะทำงานกับคน เป็นตำราวิชาครูของกรมศึกษาธิการ ที่เขียนโดย ขุนจรัสชวนะพันธ์ (สารท สุทธเสถียร) พิมพ์เผยแพร่ในปี
ร.ศ.  125 (พ.ศ.  2449อาจารย์ผู้สอนวิชาจิตวิทยาการศึกษาในสถาบันผลิตครูยิ่งควรอ่าน และเชิญชวนให้นิสิตนักศึกษาอ่านด้วย เสนอแนวคิดเพิ่มเติมว่าในการเขียนตำราควรอ่านแล้วปรับปรุงตำราให้ทันสมัยเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม พยายามให้ได้ใจความและเลือกสรรเฉพาะเรื่องที่จำเป็นสำหรับครูจริงๆ ตลอดจนการใช้วิธีเขียนและภาษาที่เข้าใจง่ายเช่นเดียวกับที่ตำราอัธยาตมวิทยานี้แสดงตัวอย่างไว้ หนังสืออัธยาตมวิทยา แบ่งเป็นตอนใหญ่ๆ 10 ตอน คือ
          1.วิทยาศาสตร์แห่งร่างกายและวิทยาศาสตร์แห่งจิตใจ ซึ่งเน้นว่า ครูที่ดีจะต้องรู้อาการของจิตใจนักเรียนให้ละเอียด เหมือนแพทย์ที่ดีต้องรู้อาการของร่างกายคนไข้
           2. ลักษณะทั้งสามของจิตใจ  (ความกระเทือนใจ ความรู้ ความตั้งใจ) มีการแบ่งชั้นของความเจริญของจิตใจไว้ 3 ชั้น คือ อายุ 1-7 ปี  7-14 ปี และ 14-21 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุของคนที่เป็นลูกศิษย์ของครูอาจารย์
           3. ความสนใจมี 2 ชนิด คือ ที่เกิดขึ้นเองและที่ต้องทำให้เกิดขึ้น
           4. ความพิจารณา มีการเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่าเด็กในกรุงเทพฯ กับเด็กบ้านนอกมีความพิจารณาต่างกันอย่างไร และครูของเด็กทั้ง 2 พวกนี้ควรส่งเสริมเด็กต่างกันอย่างไร นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำที่น่าสนใจสำหรับครูในการสอนวิชาต่างๆ เช่น ภูมิศาสตร์ ไวยากรณ์ พงศาวดาร การเขียนรายมือและวาดรูป
           5. ความเจริญของอาการทั้งห้า (รู้สึก เห็น ฟัง ชิม ดม) มีการกล่าวถึงหน้าที่ของครูในการหัดอาการทั้ง และบอกวิธีหัดอาการบางชนิดไว้ด้วย เช่น หัดให้รู้จักสี หัดให้รู้จักรูป หัดให้รู้จักหนทางไกล (การวัดการคาดคะเน) หัดให้รู้จักรูปด้วยอาการสัมผัส หัดอาการฟังด้วยการอ่าน-ด้วยเพลง หัดอาการดมและอาการชิม
         6. ความจำ มีเรื่องลืมสนิทและลืมไม่สนิท จำได้และนึกออก ชนิดของความจำในเรื่องที่ครูควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง คือ สิ่งที่ครูควรถือเป็นหลักในเวลาที่จะให้นักเรียนจำ สิ่งที่ควรให้นักเรียนท่องขึ้นใจและสิ่งที่ไม่ควรให้นักเรียนท่อง
           7. ความคิดคำนึง วิธีฝึกหัดความคิดคำนึงให้ดีขึ้น มีการเสนอว่าบทเรียนที่ช่วยฝึกหัดความคิดคำนึงของเด็กได้ดีที่สุดคือ พงศาวดารและภูมิศาสตร์ แม้แต่หนังสือเรื่องยักษ์หรือผีสางเทวดาที่ผู้ใหญ่เห็นว่าไร้สาระก็ช่วยหัดให้เด็กมีความคิดคำนึงได้
           8. ความตกลงใจ  เกิดจากอาการ 2 อย่าง คือ  การเปรียบเทียบและการลงความเห็น มีตัวอย่างบทเรียนที่ช่วยฝึกหัดความตกลงใจ เช่น การเขียนหนังสือและวาดรูป บทเรียนสำหรับหัดมือ (พับ ตัด ปั้น) การกระจายประโยคตามตำราไวยากรณ์ เลข เล่นออกแรง
           9. วิเคราะห์ มีการแสดงตัวอย่างวิธีสอน 2 แบบ คือ แบบคิดค้น และแบบคิดสอบ มีการเปรียบเทียบให้ดูว่าคิดค้นกับคิดสอบต่างกันอย่างไร และมีประโยชน์แก่การศึกษาต่างกันอย่างไร ครูจะได้เลือกว่าเมื่อใดควรให้นักเรียนคิดค้น เมื่อใดให้คิดสอบ และมีตัวอย่างวิธีสอนเรื่อง กริยาวิเศษณ์ที่แสดงขั้นตอนการสอนให้ดู 11 ขั้นตอน ซึ่งเป็นการคิดค้นแล้วต่อด้วยอีก 2 ขั้นตอน ซึ่งเป็นการคิดสอบ การใช้วิธีสอนรวมกันทั้งคิดค้นและคิดสอบเช่นนี้ ท่านเรียกว่า วิธีสําเร็จ และบอกว่าเป็นวิธีที่ดีกว่าวิธีอื่นๆ
           10. ความเข้าใจ มีการให้ตัวอย่าง คำจำกัดความ ลักษณะแห่งความเข้าใจ และบอกวิธีสอนที่จะทำให้เด็กเข้าใจได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูทุกคนปรารถนา
          วิชาอัธยาตมวิทยาต่อมาเป็นวิชาจิตวิทยาในหลักสูตรผลิตครูในหลายสถาบัน คือ เรียนรู้หลักวิชาจิตวิทยาที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน (จรัส ขวนะพันธ์ (สารท สุทธเสถียร), ขุน ( 2548นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช)

การสานสร้างความรู้จากสังคม

        Toffer (1980กล่าวถึงพัฒนาการถ้าสังคมมนุษย์จากสังคมเกษตรกรรม มาสู่สังคมอุตสาหกรรมและสังคมสารสนเทศ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศเรียกกันในช่วงแรกว่าสังคมสารสนเทศ ( information  Societyต่อมาผู้คนในสังคมที่มีปัญญาสามารถจัดการความรู้ได้ สังคมสารสนเทศก็กลายเป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge based  Societyการพัฒนาเทคโนโลยีไร้สาย เป็นผลให้แนวทางในการจัดการศึกษาจำเป็นต้องให้สมาชิกในสังคมให้พร้อมรับสังคมฐานความรู้ การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่กล่าวกันในการจัดการศึกษานั้น ต้องเกิดจากความเข้าใจผู้เรียนและสภาพแวดล้อมของผู้เรียน เพื่อสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียนและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อในการเรียนรู้ การศึกษาตามทฤษฎี  Social constructivism มีความเหมาะสมมากสำหรับสังคมสารสนเทศโดยเฉพาะสังคมฐานความรู้ เนื่องจากผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องต่างๆจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย หากสถานศึกษาจัดสภาวะแวดล้อมให้สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้จากเครือข่ายสารสนเทศ สุดาพร ลักษณียนาวิน (2550ได้เสนอกระบวนการเรียนการสอนตามแนวทฤษฎีการเสริมสร้างความรู้จากสังคม ( Social constructivismดังนี้


              การศึกษาตามแนวทฤษฎีการสานสร้างความรู้จากสังคม หลักสูตรจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะเรียนรู้ โรงเรียนและผู้สอนจะกำกับการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนจะช่วยกันคิดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคม วิธีการเรียนการสอนแบบนี้ต้องรวมพลังในการเรียนการสอน ทั้งการเตรียมการ เวลาในการค้นคว้าหาข้อมูล เวลาในการทำกิจกรรมและเวลาที่ต้องมีให้แก่กันระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้สอน เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต กิจกรรมการเรียนเป็นเรื่องที่ผู้เรียนเป็นผู้กำกับดูแลเอง ผู้เรียนเป็นผู้สานสร้างความรู้ ในบริบทของคำถามและโจทย์ที่มีให้ตอบไม่รู้จบ เครื่องมือและสภาพทางกายภาพของห้องเรียนมีการออกแบบห้องเรียนที่ช่วยให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสื่อ กับเพื่อน และกับผู้สอน

การเรียนรู้แบบร่วมมือ

          ประสิทธิผลของการเรียนรู้แบบร่วมมือได้รับการยืนยันจากการวิจัยทางการศึกษาวิจัยในห้องทดลองและในภาคสนาม การศึกษาสหสัมพันธ์ที่แสดงว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือเออได้ผลในห้องเรียนจริงๆ Johnson & Johnson ( 1994สรุปว่าการวิจัยเชิงสาธิตแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ  1)การประเมินผลรวม ได้ผลการเรียนรู้แบบร่วมมือก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์  2) การประเมินผลรวมเชิงเปรียบเทียบ ได้ข้อสรุปว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือดีกว่ากระบวนการเรียนรู้แบบอื่นๆ  3) การประเมินผลระหว่างเรียนให้ผลที่จุดมุ่งหมายที่การพัฒนาการการใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ และ 4) การศึกษาผลกระทบของการเรียนรู้รู้แบบร่วมมือที่มีต่อผู้เรียน การเรียนรู้แบบร่วมมือรายได้ดีกับทุกระดับชั้น ทุกเนื้อหาวิชา และทุกงานด้วยความมั่นใจ ความร่วมมือเป็นความพยายามของมนุษย์โดยทั่วไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ต่างๆทางการศึกษา ผลลัพธ์นี้ Johnson & Johnson (1989a) สรุปได้เป็น 3 ประเภท คือ ความพยายามที่จะบรรลุผลสัมฤทธิ์ สัมพันธภาพทางบวกระหว่างบุคคล และสุขภาพจิต ดังภาพประกอบที่ 4



ทักษะแห่งความร่วมมือ

          Johnson & Johnson ( 1991, 1994) กล่าวว่าทักษะระหว่างบุคคลหลายทักษะส่งผลต่อความสำเร็จในความพยายามร่วมมือกัน  ทักษะแห่งความร่วมมือมี 4 ระดับ คือ
           1. ระดับสร้างนิสัย ( formingทักษะขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการสร้างกลุ่มการเรียนรู้รู้แบบร่วมมือให้ทำหน้าที่ได้เป็นทักษะเริ่มแรกของทักษะที่มุ่งการจัดการเรียนรู้และกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ พฤติกรรมที่สำคัญบางประการเกี่ยวกับทักษะระดับสร้างนิสัย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
          เคลื่อนไหวในกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมโดยไม่ก่อให้เกิดเสียงรบกวน เวลาการทำงานกลุ่มเป็นสิ่งมีค่า จึงควรใช้เวลาในการจัดโต๊ะเก้าอี้และจัดกลุ่มการเรียนให้น้อยที่สุดตามความจำเป็น นักเรียนอาจจำเป็นต้องฝึกการจัดกลุ่มหลายๆครั้งหนังก่อนที่จะปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล
อยู่ประจำกลุ่ม นักเรียนที่เดินไปเดินมาในช่วงที่กลุ่มทำงานไม่ก่อให้เกิดผลดีและยังรบกวนสมาธิของสมาชิกกลุ่มอื่นๆด้วย
พูดเบาๆ แม้ว่ากลุ่มการเรียนรู้ต้องอาศัยปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม แต่ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงดังเกินไป ครูอาจมอบหมายให้นักเรียนคนหนึ่งในกลุ่มเป็นผู้คอยกำกับคนอื่นให้พูดเบาๆ
กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม สมาชิกกลุ่มทุกคนต้องร่วมกันคิดร่วมกันใช้สื่อการเรียน และมีส่วนในความพยายามให้กลุ่มบรรลุผล ให้นักเรียนผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วม
2. ระดับสร้างบทบาท (function) ทักษะที่จำเป็นต่อการจัดกิจกรรมกลุ่ม เพื่อทำงานให้สำเร็จและรักษาสัมพันธภาพในการทำงานที่มีประสิทธิผลในหมู่สมาชิกกลุ่ม ทักษะระดับที่ 2 นี้เน้นที่การจัดการความพยายามของกลุ่มเพื่อทำงานให้สำเร็จและรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานที่มีประสิทธิผล การทำให้สมาชิกกลุ่มจดจ่ออยู่กับการทำงาน การหาวิธีดำเนินการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่น่าพึงพอใจและเป็นมิตรนั้นถือว่าเป็นการผสมผสานอันสำคัญที่จะนำไปสู่กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีประสิทธิผล ตัวอย่างทักษะระดับสร้างบทบาท
แนะแนวทางการทำงานของกลุ่ม โดย 1) แจ้งและย้ำความมุ่งหมายของงานที่ได้รับมอบหมาย  2) เตือนให้ใช้เวลาตามที่กำหนดไว้ และ 3) เสนอขั้นตอนว่าจะทำงานอย่างไรให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิผลที่สุด
แสดงออกถึงการสนับสนุนและการยอมรับ ทั้งการใช้คำพูดและการแสดงท่าทาง โดยใช้การมองสบตา แสดงความสนใจ ชมเชยแสวงหาความคิดและข้อสรุปของผู้อื่น
ขอความช่วยเหลือหรือความชัดเจนในสิ่งที่พูดหรือทำในกลุ่ม
เสนอให้คำอธิบายหรือชี้แจง
แปลความหมายข้อเสนอของสมาชิกอื่น
เสริมพลังให้กลุ่มเมื่อเห็นว่าแรงจูงใจลดลง โดยเสนอแนะความคิดใหม่ ใช้อารมณ์ขันหรือแสดงความกระตือรือร้น
บรรยายความรู้สึกของตนเมื่อมีโอกาสเหมาะ
 3. ระดับสร้างระบบ (formulating) เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการสร้างความเข้าใจระดับลึกในเนื้อหาวิชาที่เรียน เพื่อส่งเสริมให้ใช้กลยุทธ์การใช้เหตุผลที่มีคุณภาพสูง และเพิ่มความเชี่ยวชาญและความคงทนของความรู้ที่ได้จากงานที่ปฏิบัติ ทักษะระดับที่ 3 นี้ทำให้เกิดกระบวนการทางสมองที่จำเป็นในการสร้างความเข้าใจที่ลึกลงไปในเนื้อหาความรู้ที่เรียน กระตุ้นการใช้กลยุทธ์การให้เหตุผลที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มความเชี่ยวชาญและความคงทนของเนื้อหาความรู้ที่เรียน เนื่องจากความมุ่งหมายของกลุ่มการเรียนรู้คือต้องการเพิ่มการเรียนรู้ของสมาชิก ทักษะเหล่านี้มุ่งเป้าหมายเฉพาะไปที่การให้รูปแบบวิธีการในการจัดระเบียบความรู้ที่เรียน ทักษะระดับสร้างระบบสามารถดำเนินไปได้ในขณะสมาชิกกลุ่มรับบทบาทต่างๆ กัน บทบาทที่สัมพันธ์กับทักษะเหล่านี้คือ
ผู้สรุปย่อ เป็นผู้กล่าวสรุปสิ่งที่อ่านหรืออภิปรายให้สมบูรณ์เท่าที่จะทำได้โดยไม่อาศัยร่างบันทึกหรือสื่อการเรียนต้นฉบับ ควรสรุปข้อเท็จจริงและความคิดสำคัญทั้งหมดไว้ในการสรุปย่อด้วย สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องสรุปยอดจากความจำบ่อยๆเพื่อเพิ่มการเรียนรู้
ผู้แก้ไข เป็นผู้พึงระวังเรื่องความถูกต้อง โดยคอยแก้ไขข้อสรุปของสมาชิกแล้วเพิ่มเติมข้อ สนเทศที่สำคัญซึ่งไม่ปรากฏในข้อสรุป
ผู้ประสานความร่วมมือ เป็นผู้ประสานความร่วมมือโดยขอให้สมาชิกอื่นๆอ้ายเชื่อมโยงความรู้ที่กำลังเรียนอยู่กับความรู้ที่เรียนไปแล้วและกับสิ่งอื่นๆที่สมาชิกเหล่านั้นรู้
ผู้ช่วยจำ เป็นผู้หาวิธีการที่ดีในการจดจำข้อเท็จจริงและความคิดสำคัญ โดยการใช้ภาพวาด  สร้างมโนภาพหรือวิธีจำอื่นๆแล้วนำมาร่วมหารือในกลุ่ม
ผู้ตรวจสอบความเข้าใจ เป็นผู้ขอให้สมาชิกกลุ่มอธิบายเป็นขั้นเป็นตอนถึงเหตุผลที่ใช้ในการทำงานให้สำเร็จซึ่งจะทำให้การให้เหตุผลของนักเรียนชัดแจ้งและเปิดกว้างต่อการปรับแก้และอภิปราย
ผู้ขอความช่วยเหลือ เป็นผู้เลือกคนที่จะคอยให้ความช่วยเหลือเพื่อนในกลุ่ม รวมทั้งเป็นผู้ตั้งคำถามที่ชัดเจนและตรงประเด็นและท่านอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะช่วยเหลือสำเร็จ
ผู้อธิบาย เป็นผู้บรรยายวิธีการทำงานให้สำเร็จ ให้ข้อมูลย้อนกลับที่เจาะจงเกี่ยวกับงานนักเรียนอื่นและลงท้ายด้วยการขอให้นักเรียนอื่นบรรยายหรือสาธิตวิธีการทำงานให้สำเร็จ
ผู้ให้ความสะดวกในการอธิบาย เป็นผู้ขอให้สมาชิกกลุ่มวางแผนที่จะสอนเนื้อหาความรู้ให้นักเรียนคนอื่นอื่นโดยละเอียด การวางแผนวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่ดีที่สุด มีผลต่อคุณภาพของกลยุทธ์การให้เหตุผลและความคงทนของความรู้
 4. ระดับสร้างเสริม (fermenting) ทักษะที่จำเป็นต่อการส่งเสริมการรับรู้เหตุผลในสิ่งที่เรียนความขัดแย้งด้านการรู้คิด (อภิปัญญา) การค้นหาความรู้เพิ่มเติมและการสื่อสารกันด้วยหลักเหตุผลเมื่อมีการสรุปผล ทักษะแห่งความร่วมมือระดับที่ ที่ทำให้นักเรียนสามารถเข้าร่วมในการโต้แย้งทางวิชาการได้ ประเด็นสำคัญที่สุดบางประการของการเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อ สมาชิกกลุ่มท้าทายการสรุปผล และการให้เหตุผลของกันและกันอย่างคล่องแคล่ว การโต้แย้งทางวิชาการทำให้สมาชิกกลุ่ม “เจาะลึก” ในเนื้อหาความรู้ที่เรียน ระดมหลักเหตุผลในข้อสรุป คิดแปลกแยกเกี่ยวกับปัญหา ข้อสนเทศเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนจุดยืนของตนและอภิปรายโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับทางเลือกของการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการโต้แย้งทางวิชาการ ได้แก่
วิจารณ์ความคิดโดยไม่วิจารณ์คน
แบ่งแยกความแตกต่าง เมื่อมีความเห็นขัดแย้งขึ้นในกลุ่มการเรียนรู้
บูรณาการความคิดหลายความคิดให้เป็นจุดยืนเดียว
ขอคำชี้แจงในเรื่องการสรุปผลหรือคำตอบของสมาชิก
ขยายความข้อสรุปหรือคำตอบของสมาชิกอื่นโดยเพิ่มเติมข้อมูลหรือแสดงนัยที่นอกเหนือออกไป
ตรวจสอบโดยการตั้งคำถามซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกลงไป หรือการวิเคราะห์
ให้คำตอบลึกลงไปอีกโดยเจาะลึกลงไปนอกเหนือคำตอบหรือข้อสรุปแรก ให้คำตอบที่มีความเป็นไปได้หลายๆคำตอบให้เลือก
ทดสอบความจริงโดยการตรวจสอบงานของกลุ่มเรื่องวิธีการทำงาน เวลาที่มี ปัญหาที่กลุ่มเผชิญ
ทักษะความร่วมมือช่วยให้สมาชิกกลุ่มมีแรงจูงใจในการให้คำตอบที่ลึกมีคุณภาพสูงนอกเหนือจากคำตอบที่ตอบออกมาอย่างฉับพลัน โดยการกระตุ้นการคิดและความอยากรู้อยากเห็นทางพุทธิปัญญาของสมาชิกกลุ่ม

  
สรุป

        ในการจัดการเรียนการสอนจะตัดสินใจว่าปัญหาในการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนนั้น เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขด้วยการศึกษา การวางแผนจัดการเรียนการสอนจะต้องมีการวิเคราะห์เนื้อหาสาระ วิเคราะห์งานและภาระงาน การวิเคราะห์ภาระงานนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อสนองต่อความต้องการการเรียนรู้ กล่าวคือ การทบทวนระบบหรือกระบวนการเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น และผู้เรียนจะได้รับภาระงานสำหรับการเรียนการสอน ส่วนภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องก็ควรจะถูกตัดออกหรือใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช่การสอน ภาระงานที่เลือกมามาต้องคำนึงถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดภายใต้กรอบค่าใช้จ่ายที่ได้รับ (มีประสิทธิภาพ) และต้องสนองตอบจุดหมายของการเรียนรู้ (มีประสิทธิผล) ไปพร้อมกัน