บทที่ 4
การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล( Universal Design
for instruction)
U : การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล ( Universal Design
for instruction UDI)
เป็นการออกแบบการสอนที่ผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้ดำเนินการเชิงรุก (proactive-การกระทำโดยไม่ต้องมีสิ่งใดมากระตุ้น)
เกี่ยวกับการผลิตและหรือจัดหาจัดทำหรือชี้แนะผลิตภัณฑ์การศึกษา ( Educational Products (computers,websites,software,textbooks,and
lab equipment)
และสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ (dormitories,classrooms,student union
buildings,libraries,and distance learning courses).
ที่จะระบุถึงในทุกขั้นตอนของการเรียนการสอน
การออกแบบการเรียนการสอนนำความรู้จากหลายสาขาวิชามาประยุกต์เข้าด้วยกันเป็นขั้นตอนกระบวนการเชิงระบบเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน
โดยพื้นฐานแล้ววิธีการเช็คระบบกำหนดให้ต้องระบุว่าจะเรียนอะไร
วางแผนการสอนว่าจะยอมให้การเรียนรู้อะไรเกิดขึ้น วัดผลการเรียนรู้เพื่อตัดสินว่า
การเรียนรู้นั้นบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่และกลั่นกรองตัวสอดแทรก (intervention) จนกระทั่งบรรลุจุดประสงค์
จากลักษณะนี้เองจึงทำให้เกิดแบบจำลองการออกแบบการเรียนการสอนทั่วไป (generic
Instruction Design model : ID model) ขึ้น (Gibbons 1981 : 5, Hannum and
Hansen, 1989)
เกี่ยวกับระบบการเรียนการสอนนี้ แฮนนัมและบริกส์ (Hannum and
Briggs)
ได้เปรียบเทียบการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมและการเรียนการสอนเชิงระบบดังรายละเอียดในตารางที่
11
ในการออกแบบการเรียนการสอน
กระบวนการมีความสำคัญพอๆกับผลิตผล
เพราะว่าความเชื่อมั่นในผลิตผลจะขึ้นอยู่กับกระบวนการในการที่จะมีความเชื่อมั่นในผลิตผลต้องดำเนินตามขั้นตอนของแบบจำลองการออกแบบการเรียนการสอน
สำหรับในแต่ละขั้นตอนนั้น ลำดับขั้นตอนของแบบจำลองการออกแบบการเรียนการสอน
สำหรับในแต่ละขั้นตอนนั้น
ลำดับของภาระงานจะต้องแสดงออกมาและผลที่ได้รับที่มีความเฉพาะเป็นพิเศษก็จะเกิดขึ้นดังรายละเอียดในตารางที่
11
บทบาทของผู้ออกแบบการเรียนการสอน (designer’s role)
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่นำเสนอว่าต้องอาศัยเทคนิค หรือไม่ต้องอาศัยเทคนิค
และขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของทีมการออกแบบเนื้อหาที่ต้องใช้เทคนิคสูง
ผู้ออกแบบจำเป็นต้องให้คำแนะนำในการออกแบบกับผู้ชำนาญการด้านเนื้อหา
ถ้ามาหานั้นไม่ต้องใช้เทคนิคที่สูงมากจนเกินไปผู้ออกแบบก็สามารถจะทำได้อย่างอิสระมากขึ้นด้วยความช่วยเหลือของผู้ชำนาญการด้านเนื้อหา
ผู้ออกแบบสามารถที่จะทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาจากภายนอกและรับผิดชอบภาระงานทั้งหมดเหมือนกับเป็นคนในสำนักงานซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชำนาญการด้านเนื้อหา
บทบาทของผู้ออกแบบสามารถมีได้หลากหลายขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้ชำนาญการด้านเนื้อหาบทบาทของผู้ออกแบบสามารถมีได้หลากหลายขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้ชำนาญการด้านเนื้อหาวิชา
นางตัวอย่างทั้งสาม (Seels and Glasgow,1990 : 7-9) คือ
1.ผู้ชำนาญการด้านเนื้อหาและมีสมรรถภาพในการออกแบบการเรียนการสอนและเทคโนโลยี
และเป็นผู้ที่รู้บทบาทของการออกแบบด้วย
ไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือด้านความรู้ความชำนาญทางเนื้อหาวิชา
2.ผู้ออกแบบการเรียนการสอนที่ได้รับการร้องขอให้ทำงานในด้านเนื้อหาที่อาจจะมีความคุ้นเคยแต่ผู้ออกแบบยังคงรู้สึกมีความจำเป็นที่จะทำงานกับผู้ชำนาญการด้านเนื้อหา
3.พวกแบบอาจจะได้รับการร้องขอให้พัฒนาหรือวิจัยในด้านเนื้อหาที่ไม่มีความคุ้นเคยและดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกและทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาจำนวนมาก
ตารางที่
11 เปรียบเทียบการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมกับการเรียนการสอนเชิงระบบ
นับว่าเป็นเรื่องสำคัญด้วยเหมือนกันที่จะให้ความแตกต่างระหว่างบทบาทของผู้วิจัยและผู้ปฏิบัติ
เพราะว่าข้อกำหนดในความสำเร็จของทั้งสองส่วนนี้มีความแตกต่างกัน
ผู้ที่เป็นนักวิจัยสนใจในแต่ละขั้นตอนของรูปแบบทั่วไป
ดังนั้นความสนใจและเป้าประสงค์ของผู้ปฏิบัติจึงแตกต่างออกไป ความสนใจและเป้าประสงค์ที่แตกต่างกันดังแสดงไว้ในตารางที่
3
ผู้ออกแบบที่เป็นนักปฏิบัติสามารถแสดงออกในแต่ละขั้นตอนจากการวิเคราะห์ไปจนถึงการทดลองขึ้นอยู่กับว่าจะพรรณนาอ่านว่าอย่างไร
ถ้างานของผู้ออกแบบระบุไว้อย่างแคบๆและผู้ออกแบบแสดงเพียง 2-3 ขั้นตอนเท่านั้นโดยละทิ้งขั้นตอนที่เป็นผลิตผล
การนำไปใช้ และการประเมินผล
นักวิจัยการออกแบบการเรียนการสอน
หรือผู้เชี่ยวชาญสนใจศึกษาตัวแปรและพัฒนาทฤษฎีที่สัมพันธ์กับการเรียนการสอน
นักปฏิบัติการออกแบบการเรียนการสอนสนใจการประยุกต์การวิจัยและทฤษฎีการพัฒนาการเรียนการสอนและวัสดุอุปกรณ์
บทบาทอื่นๆ ของผู้วิจัยการออกแบบการเรียนการสอนดังแสดงไว้ในตารางที่ 3 ส่วนบทบาทของผู้ปฏิบัติการออกแบบการเรียนการสอนดังแสดงในตารางที่
13
สาขาวิชาการออกแบบการเรียนการสอนมีอายุประมาณ 30 ปี
เป็นบทบาทของนักวิจัยที่จะส่งเสริมความงอกงามและทฤษฎีของการออกแบบการเรียนการสอน
และเนื่องจากว่าการออกแบบการเรียนการสอนเป็นสาขาวิชาประยุกต์
บทบาทของนักวิจัยจึงอาจดูเหมือนว่าแยกตัวออกไปตามลำพังและมีความสำคัญน้อย
เสียงดังกล่าวนี้ไม่เป็นความจริง
เพราะถ้าปราศจากกระบวนการทางทฤษฎีแล้วสาขาวิชาก็จะเฉยชาอยู่กับที่ความมุ่งหมายของนักออกแบบการเรียนการสอน
คือ ความจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าตนสามารถที่จะก้าวไกลได้ในหนทางแห่งอาชีพของตนเอง
ถ้ารับรู้วิธีการวิจัยที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน (Seels and
Glasgow, 19990 :
10)
งานของผู้ปฏิบัติการออกแบบการเรียนการสอนอาจจะหลากหลายในความต้องการด้านความรู้
ความชำนาญ ผลิตผลที่ได้และสถานการณ์ของงาน
ผู้ปฏิบัติการออกแบบการเรียนการสอนอาจจะวิเคราะห์ภาระงานภายใต้การนิเทศของผู้จัดการโครงการในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและการพัฒนา
ผู้จัดการโครงการอาจจะนำทีมซึ่งพัฒนาการประชุมเชิงปฏิบัติการ 3 วันสำหรับการอุตสาหกรรม
การออกแบบไม่จำเป็นต้องเป็นทีมเสมอไปในองค์กรเล็กๆอาจจะใช้ผู้ออกแบบเพียงคนเดียวในการทำภาระการออกแบบการเรียนการสอน
การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ
การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพตามที่มาร์ซาโน
(Marzano :
2012)
ได้นำเสนอกลวิธีการจัดการเรียนการสอนสรุปได้ 3 ส่วนคือ 1) การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Creating the
Environment for Learning) ซึ่งกลวิธีในส่วนที่ 1 นี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้กับการเรียนในทุกบทเรียน
เมื่อครูสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ย่อมจูงใจและทำให้ผู้เรียนเกิดความคาดหวังและเรียนรู้อย่างมีความหมาย
โดยการดูแลให้ข้อมูลย้อนกลับ ( Feedback)
เพื่อการพัฒนาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นตลอดจนเรียนรู้การติดตามและพัฒนาความรู้ของตนเอง 2) การช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้กับผู้เรียน
(Helping student Develop Understanding) กลวิธีในส่วนที่ 2 นี้เป็นการช่วยผู้เรียนในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจ
จัดลำดับองค์ความรู้และเชื่อมโยงความรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ใหม่ จัดการกับความรู้
ตรวจสอบความรู้ สร้างมโนทัศน์ที่ถูกต้อง
ซึ่งกระบวนการบูรณาการและการเรียนรู้กระบวนการในแต่ละประเภทของความรู้ที่จะเกี่ยวข้องกับ
(1)
การสร้างขั้นตอนที่จำเป็นในแต่ละกระบวนการหรือทักษะ (2)
พัฒนามโนทัศน์และความเข้าใจในกระบวนการและการปฏิบัติอย่างหลักหลาย (3)
ปฏิบัติตามทักษะที่พัฒนาขึ้นอย่างเป็นประจำ และ 3)
ช่วยผู้เรียนในการขยายและประยุกต์ใช้ความรู้ (Helping
students Extend and Apply Knoeledge) กลวิธีในส่วนที่ 3 คือ ช่วยขยายและประยุกต์ใช้ความรู้ คือ
เป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้มากกว่าคำตอบที่ถูกต้อง
โดยให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ขยายองค์ความรู้โดยนำความรู้กลับไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง
โดยใช้กระบวนการของเหตุและผลและถึงเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
จากกลวิธีการสอนดังกล่าวเมื่อพิจารณาตามหลักการ Universal Design (UD) จะเกี่ยวข้องกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่คนในทุกช่วงอายุและความสามารถที่แตกต่างกันสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
(Story,Mueller,& Mace, 1998) เมื่อนำ Universal Design (UD)
มาช้าทางการศึกษาซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนทุกคน
ได้แก่ การสอนที่ใช้สื่อและวิธีการแบบต่างๆ เช่น การบรรยาย การร่วมกันอภิปราย
การทำงานกลุ่ม การสอนโดยใช้อินเตอร์เน็ต ใช้ห้องปฏิบัติการ การออกฝึกภาคสนาม
เป็นต้น
รวมทั้งการออกแบบหลักสูตรที่สนองต่อผู้เรียนหลายระดับความสามารถในห้องเรียน (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2555 : 4-6)
Universal Design (UD)
ถูกนำมาใช้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา อาทิ คอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ Software หนังสือคู่มือและเครื่องมือที่ใช้ในห้องทดลอง
ฯลฯและนำมาปรับใช้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อาทิ หอพัก ห้องเรียน อาคารศูนย์ประชุม
ห้องสมุด และคอร์สรายวิชาเรียนทางไกล เป็นต้น
ความสำคัญของการออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล
การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล (Universal Design for UDI) คือ แนวทางการสอนที่ประกอบด้วยการออกแบบเชิงรุก
และใช้กลวิธีการเรียนการสอนแบบรวม (inclusive instructional
strategies)
ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในวงกว้าง ครูมีบทบาทเป็นผู้ดำเนินการเชิงรุก (proactive) มีความรับผิดชอบ และเป็นผุ้สนับสนุน
การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล (Universal Design for : UDI)
ให้ความสำคัญกับหลักสูตรรายวิชาต่าง ๆ เทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ
โดยทั่วไปที่จัดให้ผู้เรียนถูกออกแบบมาให้กับผู้เรียนส่วนใหญ่โดยเฉลี่ย, แต่ในการออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากลจะต้องขยายขอบเขตสำหรับผู้เรียนที่มีหลากหลายลักษณะ
คำนึงถึงผลิตภัณฑ์ทางการศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ในการออกแบบดังกล่าวมุ่งที่ผลิตภัณฑ์ในการศึกษาและการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้ได้ผลได้มากเท่าที่จะทำได้
“(Story,Mueller,and
Mace, 1998)
การออกแบบสากลในการศึกษา
Universal Design (UD)
เป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับคนทุกคนโดยเฉพาะเจาะจงว่าเป็นสำหรับใครคนใดคนหนึ่ง
ดังนั้นการนำหลักการ Universal Design (UD) มาใช้ในการศึกษา จึงสามารถลดอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้
และสร้างความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษา
เพื่อให้ผู้ที่มีความแตกต่างกันสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกันให้ได้มากที่สุด
Strangeman, Hitchcock, Hall, Meo, & et. Al :2006 จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นคาโรลาโด
ได้นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอนใน 2 ลักษณะ
คือ Universal Design for
Instruction (UDI) และ Universal Design for Learning (UDL)
โดยที่ UDI เป็นการออกแบบการสอน รวมไปถึงวิธีการสอน
การจัดเนื้อหา การประเมินผล และหลักสูตร ส่วน UDL เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับออกแบบสภาพการเรียนรู้หรือสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
การออกแบบสากลในการศึกษา
(Universal Design in Education) ถูกนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ทางการศึกษาต่าง
ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ ซอฟต์แวร์ ตำราและอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ
รวมถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ห้องรับแขก ห้องเรียน อาคารสหภาพนักศึกษาห้องสมุด
และหลักสูตรการเรียนทางไกล
แตกต่างจากที่พักสำหรับบุคคลที่เฉพาะเจาะจงที่มีความสามารถในการเลือกปฏิบัติ UDE
ให้ประโยชน์แก่นักเรียนทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้รับที่พักที่เกี่ยวข้องกับคนพิการจากโรงเรียน
ส่วนต่อไปนี้แสดงตัวอย่างการใช้งานทั่วไป ในการตั้งค่าทางการศึกษา : ช่องว่างทางกายภาพเทคโนโลยีสารสนเทศ
(IT)
การสอนและบริการของนักเรียนแตกต่างจากที่พักสำหรับบุคคลที่เฉพาะเจาะจงที่มีความสามารถในการเลือกปฏิบัติ
UDE ให้ประโยชน์แก่นักเรียนทุกคนรวมถึงผู้ที่ไม่ได้รับที่พักที่เกี่ยวข้องกับคนพิการจากโรงเรียน
ส่วนต่อไปนี้แสดงตัวอย่างของการใช้งานทั่วไปในการตั้งค่าทางการศึกษา: พื้นที่ทางกายภาพเทคโนโลยีสารสนเทศ
(IT) การสอนและบริการของนักเรียน
การออกแบบที่เป็นสากลในการเรียนการสอน (Universal Design for Instruction : UDI)
การนำแนวคิด UD มาใช้โดยเป็นการประยุกต์เพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนที่มีความต้องการหลากหลาย
โดยมีหลักการว่า UD นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจว่า ผู้เรียนแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน
และมีความต้องการที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งการนำ UD ไปใช้ในการศึกษาก็เพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนในแต่ละคน
และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองได้เต็มที่ตามศักยภาพ (Eagleton,
2008)
Scott, Shaw
and McGuire (2001)
ได้เสนอหลักการในการออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากลไว้ 9
ประการ ในการออกแบบการสอนที่เป็นสากล (Universal
Design of Instruction
หรือ UDI) ได้รับการพัฒนาจากการศึกษาค้นคว้างานเขียนและงานวิจัยเกี่ยวกับหลักการในการออกแบบที่เป็นสากล
(Universal Design หรือ UD)
และการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ครูผู้สอนใช้ในการครุ่นคิดไตร่ตรอง
โดยนำไปใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบหลักสูตรใหม่ ๆ
หรือใช้เพื่อพิจารณาการสิ่งที่ทำอยู่แล้ว ณ ปัจจุบันก็ได้
แล้วแต่ความจำเป็นของครูผู้สอนแต่ละท่าน หลักการทั้ง 9 ประการนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับการสอน
หรือเป็นแนวทางในการสอน
ไม่ว่าจะเป็นการประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนหรือการขยายประสบการณ์การเรียนรู้
หรือการพิจารณาว่าจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เหมาะสมกับเด็กทุกคนได้อย่างไร
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้สอนจะใช้หลักการทุกข้อกับการเรียนการสอนทุกด้านพร้อม ๆ
กันได้ แต่เมื่อดูชั้นเรียนโดยองค์รวม จะพบว่าหลักการแต่ละข้อจะเข้ามามีบทบาท
หลักการทั้งหมดนี้มีประโยชน์สำหรับผู้สอนทุกท่าน
ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีประสบการณ์ช่ำชองจากสาขาวิชาต่าง ๆ
และมีประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้สอนมือใหม่หรือครูผู้ช่วยสอนที่ต้องการคำแนะนำและแนวทางในการสอน
Scott, Shaw
and McGuire (2003 : 369 - 379) ได้นำเสนอหลักการในการออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากลไว้
9 ประการ ดังนี้
1.ความเสมอภาคในการใช้งาน
(EQUITABLE USE)
เป็นการออกแบบเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สำหรับคนทุกคน
ข้อมูลและอุปกรณ์ต้องใช้งานได้อย่างราบรื่นโดยกลุ่มนักเรียนที่เยอะขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น
หมายถึงการใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมือนกัน “เมื่อใดก็ตามที่เป็นไปได้
และใช้อุปกรณ์ที่เทียบเท่าเมื่อใช้อุปกรณ์ที่เหมือนกันไม่ได้” ตัวอย่างเช่น
ข้อความดิจิทัลในรูปแบบที่ใช้ได้กับซอฟต์แวร์อ่านข้อความหลาย ๆ ชนิด
และมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังข้อมูลเบื้องหลังสำหรับนักเรียนทุกคน
2.ความยืดหยุ่นในการใช้ (FLEXIBILITY IN USE)
เป็นการออกแบบที่ทำให้ผู้เรียนแต่ละคนที่มีความหลากหลายได้ใช้ได้เช่นเดียวกัน
ต้องมีตัวเลือกหากผู้เรียนต้องการฟังเนื้อหาต้องทำได้
หรือจะพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารที่จับต้องได้ก็ต้องทำได้
และยังต้องปรับขนาดและความคมชัดของตัวอักษรได้เพื่อประโยชน์ต่อผู้เรียนที่มีปัญหาด้านสายตา
ผู้สอนควรจัดเตรียมวิธีการสอนที่หลากหลาย
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้รับสาระความรู้เดียวกันในหลายรูปแบบ
เป็นการออกแบบที่ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นใช้งานง่าย
สิ่งสำคัญในการเรียนรู้คือความเข้าใจเนื้อหาที่เรียน ไม่ใช่วิธีในการทำความเข้าใจ
(วิธีไม่สำคัญ สำคัญคือเข้าใจ)
เมื่อผู้สอนจะนำหลักการนี้ไปใช้จึงต้องใช้ตารางคะแนนช่วย
(ในตารางจะเขียนว่าต้องเข้าใจอะไรอย่างไร)
4.สารสนเทศที่ช่วยให้รับรู้ได้ (PERCEPTIBLE INFORMATION)
เป็นการออกแบบที่ทำให้ผู้เรียนแต่ละคนเข้าถึงข้อมูลได้เหมือนกัน
ข้อมูลสารสนเทศความรู้จะถูกนำเสนอแก่ผู้เรียนในลักษณะที่สามารถเข้าถึงได้
(ตัวอย่างเช่นเมื่อพูดถึงกราฟิกจะมีการอธิบายหรือใช้แท็กสำหรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสายตา
ส่วนคำบรรยายมีไว้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
และเอกสารการอ่านทั้งหมดจะมีให้ในรูปแบบดิจิทัลที่เข้าถึงได้)
5.การยอมรับว่าจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
(TOLERANCE FOR ERROR)
เป็นการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เรียน
(ในฐานะใช้) ผู้สอนต้องเข้าใจว่าผู้เรียนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
และมีแหล่งเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ผลก็คือประสิทธิภาพของการสอนก็ย่อมแปรผันไปเช่นเดียวกัน
ผู้สอนต้องให้ผู้เรียนแบ่งโครงการใหญ่ ๆ ออกเป็นส่วนเล็ก ๆ มาส่งก่อน
เพื่อจะได้นำข้อเสนอจากผู้สอนไปปรับปรุงโครงการโดยรวม
6. ความสามารถทางกายภาพที่ต่ำ (LOW PHYSICAL EFFORT)
เป็นการออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้มีความเมื่อยล้าในการใช้น้อยที่สุด
เมื่อความพยายามทางกายภาพไม่ได้เป็นส่วนสำคัญของหลักสูตรรายวิชา
ความพยายามทางกายภาพควรจะขจัดให้หายไปเพื่อที่ผู้เรียนจะ “เพิ่มความสนใจในการเรียนรู้”
ดังนั้นการลดอุปสรรคในการเรียนรู้ในทางกายภาพก็ดีในการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนบางคน
7. ขนาดและพื้นที่สำหรับการประยุกต์ใช้และการใช้ (SIZE AND FOR
SPACE FOR APPROACH AND USE)
เป็นการออกแบบเพื่อผู้ใช้ที่มีขนาดร่างกายที่แตกต่างกันใช้ได้อย่างสะดวก
พิจารณาความต้องการของผู้เรียนภายในพื้นที่ที่กำหนดไว้ โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงในขนาดร่างกาย
ท่าทาง การเคลื่อนไหว และความต้องการของนักเรียน
8. ชุมชนของผู้เรียน (A COMMUNITY OF LEARNERS)
เป็นการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
สร้างสภาพแวดล้อม (ทั้งทางกายและทางออนไลน์) ที่รู้สึกปลอดภัยและสนับสนุนการโต้ตอบระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง
รวมทั้งระหว่างนักเรียนและผู้สอน
9. บรรยากาศในการสอน (INSTRUCTIONAL CLIMATE)
เป็นการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
ที่สภาพแวดล้อมได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้เรียนทุกคน
สื่อสารให้นักเรียนรับรู้ว่าผู้สอนตั้งความคาดหวังไว้สูงสำหรับผู้เรียนทุกคน
อาจารย์ผู้สอนสามารถเริ่มต้นกระบวนการนี้ได้ทั้งในหลักสูตรกับคำแถลงเกี่ยวกับความคาดหวังในการเคารพต่อความแตกต่างและความหลากหลายรวมถึงข้อความกระตุ้นให้นักเรียนเปิดเผยตนเองเกี่ยวกับปัญหาการเรียนรู้ที่ได้รับการรับรองหรือสงสัย
การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
(UDL : Universal
Design for Learning)
แนวคิด Universal
Design เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
การออกแบบมุ่งที่การใช้งานให้คุ้มค่าครอบคลุมสำหรับผู้เรียนทุกคน
โดยคำนึงถึงโอกาสในการใช้งานอย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้นการนำแนวคิดการออกแบบการเรียนรู้สากล ( Universal
Design for Learning)
มาใช้จึงสามารถช่วยลดอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้และสร้างความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษาเพื่อสนองต่อผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
แนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
( Universal Design for Learning : UDL)
เกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ในยุคการศึกษา 4.0 จึงมีการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของผู้เรียนที่มีความต้องการหลากหลายและแตกต่างกันประกอบไปด้วยหลักการที่สำคัญ
3 ประการ (Strangeman,
Hitchcock, Hall, Meo, & et. al :2006) ได้แก่
1.การสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อจดจำ โดยการจัดหาวิธีการนำเสนอที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย
2.เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ยุทธศาสตร์
โดยจัดหาวิธีการอธิบายหรือการแสดงออกด้วยคำ
บทที่ยืดหยุ่นและหลากหลายและการเรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า
3.เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล
โดยการจัดหาทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ตามหลักสูตร
ความสำคัญของการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
UDL มีความสำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบการเรียนการสอนที่ประกอบไปด้วย
จุดหมาย ( Goal) วิธีการ (method) วัสดุอุปกรณ์ (materials)
และการประเมินผลการเรียนรู้ (assessment) สำหรับผู้เรียนทุกคนวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงวิธีเดียวจะไม่เหมาะสมกับทุกการแก้ปัญหาแต่จะเป็นการออกแบบที่มีวิธีการที่มีความยืดหยุ่นสามารถปรับแต่งได้และปรับตามความต้องการของบุคคลแต่ละบุคคลต่างมีความหลากหลายของทักษะ ความต้องการและความสนใจที่จะเรียนรู้
ทางด้านประสาทวิทยากล่าวได้ว่าคล้ายกับระบบการทำงานของสมอง 3 ส่วน ดังนี้ 1)เครือข่ายการรับรู้ (Recognition
Networks)
วิธีการที่เรารวบรวมข้อเท็จจริงและจัดประเภทของสิ่งที่เรามองเห็นได้ยินและอ่าน
ตัวอักษรระบุคำหรือลักษณะของผู้เขียนเป็นภาระงานที่เป็นการรับรู้สิ่งที่จะเรียน
(อะไรคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ : The “ What”
of Learning) 2) เครือข่ายเชิงกลยุทธ์ (Strategic
Networks)
การวางแผนและการปฏิบัติงาน วิธีการที่เราจัดระเบียบและแสดงหลักฐานทางความคิดของเรา
การเขียนเรียงความเรื่องการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ต่างถือเป็นงานเชิงกลยุทธ์ และ 3)เครือข่าย (Affective
Networks)
จะมีวิธีเรียนรู้อย่างไรที่จะกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจเป็นสิ่งที่ท้าทายและเร้าความสนใจของผู้เรียนเป็นมิติอารมณ์
การออกแบบที่เป็นสากลเพื่อการเรียนรู้จึงเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญซึ่งถือว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ
ระดับในการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล
การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากลจัดเป็น
3 ระดับดังนี้
ระดับที่ 1 การนำเสนอ
การจัดการเรียนรู้ตามหลักการการออกแบบที่เป็นสากลเพื่อการเรียนรู้ควรใช้รูปแบบการนำเสนอที่หลากหลายวิธีได้แก่
-การใช้ข้อมูลที่หลากหลายรูปแบบ เช่น ข้อมูลภาพ ข้อมูลเสียง
หรือข้อมูลที่สัมผัสได้
-การใช้ภาษาและสัญลักษณ์ที่หลากหลาย
-การให้โอกาสผู้เรียนได้ทำความเข้าใจบทเรียนและทบทวนความรู้นั้น
ระดับที่ 2 การสื่อสาร
การให้ผู้เรียนได้แสดงออกในการเรียนรู้ซึ่งมีหลากหลายวิธีการได้แก่
-การใช้ภาษากาย
-การพูด การสนทนาโต้ตอบ
-การใช้การทำงานของสมองระดับสูง
ระดับที่ 3 การมีส่วนร่วม
เป็นการเสริมสร้างแรงจูงใจได้แก่
-การพยายามชักจูงความสนใจ โดยให้อิสระในการเลือก
-สนับสนุนให้ใช้ความพยายามในการทำงาน
-เสริมสร้างทักษะการกำกับตนเอง
แบบการเรียนรู้
( Learning Styles
)
คำว่า
Learning Styles
ในคำภาษาไทยใช้คำว่า ลีลาการเรียนรู้
หรือแบบการเรียนรู้
หรือวิธีการเรียนที่เป็นการปฏิบัติของผู้เรียนในการจัดการเกี่ยวกับการเรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรซึ่งแตกต่างกันไปตามสติปัญญา
ลักษณะเฉพาะของผู้เรียนและสภาพแวดล้อมทางการเรียน
แบบการเรียนรู้ เป็นความคงที่ในการตอบสนองและการใช้สิ่งเร้าในบริบทของการเรียนรู้
อาจกล่าวได้ว่าผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้ได้ดีที่สุดด้วยกลวิธีหรือวิธีการที่สนองต่อกับความต้องการของผู้เรียน
โดยผู้เรียนแต่ละคนมีแบบการเรียนรู้ของตนเอง
ไรซ์แมนและกราส์ซา และเดวิด เอ คอล์บ ได้นำเสนอแบบการเรียนรู้
สรุปได้ดังนี้
Anthony F. Grasha and
Shery Reichman (1980 cited in
Nova Southeastern University, 2004 : 31) จัดผู้เรียนตามแบบการเรียนรู้ได้ 6 แบบคือ
1.แบบอิสระ ( independent
style) ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้เฉพาะตนเอง
แสวงหาความรู้และประสบการณ์ด้วยตนเอง จะเรียนรู้เนื้อหาวิชาเฉพาะที่ตนเห็นว่ามีความสำคัญ
เชื่อมั่นในความสามารถการเรียนรู้ของตนเองแต่ก็รับฟังความเห็นของผู้อื่น
2.แบบหลีกเลี่ยง ( avoidance
style) ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้ที่ไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนผู้เรียนไม่สนใจเนื้อหาวิชาที่จัดให้ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน
3.แบบร่วมมือ (collaboration
style) ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้ชอบที่จะทำงานร่วมกันกับผู้อื่น
เรียนรู้ได้ดีด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถึงห้องเรียนเป็นแหล่งปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการเรียนรู้เนื้อหาวิชาตลอดจนกิจกรรมนอกหลักสูตร
4.แบบพึ่งพา (dependent
style) ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้ที่ต้องการคำบอกเล่าว่าต้องทำอะไรอย่างไรและเมื่อไร
ผู้เรียนกลุ่มนี้ต้องการรับคำสั่งหรืองานที่มอบหมายอาจารย์และเพื่อนจะเป็นแหล่งความรู้มีความต้องการเรียนรู้เฉพาะจากสิ่งที่กำหนดให้เรียนเท่านั้น
5.แบบแข่งขัน (competitive
style) ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้ที่จะพยายามทำให้ดีกว่าคนอื่น
ผู้เรียนค้นหาความรู้โดยใช้หลักในการเรียนรู้ที่ผู้เรียนพยายามที่จะทำสิ่งต่างๆให้ได้ดีกว่าคนอื่นใช้หลักในการเรียนรู้
เรียนเพื่อให้มีผลการเรียนดีกว่าเพื่อนในชั้นเรียน ต้องการรางวัลในชั้นเรียน เช่น
คำชม หรือสิ่งของหรือคะแนน มีลักษณะการแข่งขันแบบแพ้ชนะ
6.แบบมีส่วนร่วม (participant
style) ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมมากที่สุดในกิจกรรมในชั้นเรียน
ผู้เรียนต้องการเรียนรู้เนื้อหาวิชาในห้องเรียนและชอบที่จะเข้าชั้นเรียนแต่ไม่ต้องการที่จะร่วมกิจกรรมที่ไม่อยู่ในรายวิชาที่เรียน
David A. Kolb (1995 อ้างในคณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้
กระทรวงศึกษาธิการ , 2543 :
19-20) จัดกลุ่มผู้เรียนตามแบบการเรียนเป็น
4 กลุ่มดังนี้
1.แบบนักปฏิบัติ ( Active experimentation) ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อได้ลงมือปฏิบัติการเรียนรู้เกิดจากการกระทำควบคู่ไปกับการคิด
2.แบบนักสังเกต ( reflective
observation) ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนรู้จากการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆแล้วนำมาจัดระบบระเบียบเป็นความรู้
3.แบบนักคิดสร้างมโนทัศน์ ( abstract
conceptualization) ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนรู้โดยวิเคราะห์และสังเคราะห์การรับรู้ที่ได้เป็นองค์ความรู้
4.แบบนักประมวลประสบการณ์ (concrete
experience)
ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนรู้โดยการวิเคราะห์และประเมินด้วยหลักเหตุผล
McCarthy (อ้างในศักดิ์ชัย นิรัญทวีและไพเราะ
พุ่มมั่น, 2542 :
7-11) ได้ขยายแนวคิดของคอล์บโดยเสนอแบบการเรียนรู้
4 แบบดังนี้
แบบที่ 1 เป็นผู้เรียนที่ถนัดจินตนาการ (imaginative
learners) ผู้เรียนจะรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและประมวลกระบวนการเรียนรู้จากการสังเกต
นำไปสะท้อนความคิดเชิงเหตุผล ผู้เรียนกลุ่มนี้มักถามถึงเหตุผลว่าทำไม
ผู้เรียนมักถามว่า
ทำไมต้องเรียนสิ่งนั้นสิ่งนี้จะต้องหาเหตุผลที่จะต้องเรียนรู้ก่อนสิ่งอื่นๆแล้วจะเกี่ยวข้องกับตัวเขาหรือสิ่งที่เขาสนใจอย่างไร
โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ ค่านิยม ความรู้สึก ชอบขบคิดปัญหาต่างๆ
ค้นหาเหตุผลและสร้างความหมายเฉพาะของตนเอง
ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนรู้ได้ดีเมื่ออภิปราย โต้วาที ใช้กิจกรรมกลุ่ม
การเรียนรู้แบบร่วมมือกัน ครูต้องให้เหตุผลก่อนเรียนหรือระหว่างเรียน
แบบที่ 2 เป็นผู้เรียนที่ถนัดการวิเคราะห์
(analytic learners) ผู้เรียนจะรับรู้ผ่านการประมวลข้อมูลโดยนำสิ่งที่รับรู้มาประมวลกับประสบการณ์เป็นการเรียนรู้ใหม่ๆผู้เรียนกลุ่มนี้จะถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง คำถามที่สำคัญคือ อะไร ผู้เรียนกลุ่มนี้ต้องการข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อนำไปพัฒนาเป็นความคิดรวบยอดหรือจัดระบบระเบียบของความคิดผู้เรียนกลุ่มนี้มุ่งเน้นรายละเอียดข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจะยอมรับผู้รู้จริงหรือผู้เชี่ยวชาญ
หรือผู้ที่มีอำนาจสั่งการเท่านั้น ผู้เรียนกลุ่มนี้จะเรียนก็ต่อเมื่อรู้ว่าจะต้องเรียนอะไร
อะไรที่เรียนได้ สามารถเรียนได้ดีจากการบรรยาย การทดลอง การทำรายงาน
การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย
แบบที่ 3 เป็นผู้เรียนที่ถนัดใช้สามัญสำนึก ( Common sense
learners) ผู้เรียนจะรับรู้โดยผ่านกระบวนการคิดจากสิ่งที่เป็นนามธรรม
กระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการทดลองหรือปฏิบัติจริง
มีการมองหากลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนความรู้เพื่อนำไปใช้ คำถามที่สำคัญคือ อย่างไร
ผู้เรียนกลุ่มนี้สนใจทดสอบทฤษฎีหรือปฏิบัติจริงโดยวางแผนนำความรู้ในภาคทฤษฎีที่เป็นนามธรรมไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในชีวิตจริงทผู้เรียนกลุ่มนี้ต้องการเป็นผู้ปฏิบัติไฟหาสิ่งที่มองเห็นว่าเป็นประโยชน์และตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มานั้นสามารถใช้ได้ในชีวิตจริงหรือไม่
สนใจที่จะนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริง อยากรู้ว่าจะทำได้อย่างไร
รูปแบบการเรียนการสอนที่ควรเป็นก็คือการทดลอง การให้ปฏิบัติจริง
ทำจริงหรือสถานการณ์จำลองก็ได้
แบบที่ 4 เป็นผู้เรียนที่ถนัดการปรับเปลี่ยน ( Dynamic
learners) ผู้เรียนจะรับรู้ผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรมและผ่านการกระทำ
คำถามที่สำคัญคือ ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนี้
ผู้เรียนจะเรียนรู้โดยลงมือทำในสิ่งที่ตนเองสนใจและค้นพบความรู้ด้วยตนเอง
ชอบรับฟังความคิดเห็นหรือคำแนะนำแล้วนำข้อมูลมาประมวลเป็นความรู้ใหม่
ผู้เรียนกลุ่มนี้จะมองเห็นความซับซ้อนของสิ่งที่เรียนรู้สามารถสร้างผังความคิดแสดงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆแล้วนำเสนอเป็นรูปแบบที่แปลกใหม่
แบบค้นพบด้วยตนเอง
แบบการเรียนรู้ เป็นเพียงการจัดกลุ่มที่มีลักษณะโดยรวมเท่านั้น
ไม่อาจจำแนกได้เฉพาะเจาะจงว่าผู้เรียนคนใดคนหนึ่งจะจัดอยู่ในกลุ่มของแบบการเรียนแบบใดแบบหนึ่ง
ดังที่การ์ดเนอร์ได้เสนอทฤษฎีพหุปัญญา 8 ด้านคือ ด้านภาษา
ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ ด้านดนตรี ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
ด้านการรู้จักตนเอง ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
และด้านความเข้าใจธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
ผู้สอนสามารถใช้แบบการเรียนรู้ที่มาจากสติปัญญา 1 ด้านหรือสองด้านเพื่อให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิผลสูงสุด
โดยปกติผู้สอนทดสอบและการได้รับข้อมูลป้อนกลับประกอบด้วยสติปัญญา 2 ด้าน คือภาษาและเหตุผล
การนำแนวคิดพหุปัญญามาใช้ควรจะเป็นการใช้คุณลักษณะเด่นของสติปัญญาเพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
ประการสำคัญผู้สอนต้องคำนึงอยู่เสมอว่าในชั้นเรียนหนึ่งๆ
มีผู้เรียนทุกแบบการเรียนรู้
ดังนั้นผู้สอนจำเป็นต้องใช้แบบการสอนที่หลากหลายเพื่อตอบสนองแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ครอบคลุม
ผู้เรียนมีโอกาสได้พัฒนาความสามารถของตนเองเต็มตามศักยภาพ
พหุปัญญา (Multiple
Intelligences)
Howard Gardner (2011) Gardner,
Howard. Frames of Mind
: The Theory of
Multiple Intelligences.
New York: Basic Books,2011. ได้พัฒนาทฤษฎีพหุปัญญาโดยทฤษฎีโต้แย้งความคิดเกี่ยวกับความเก่งและปัญญาของมนุษย์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามที่เคยระบุความหมายไว้แต่เดิมซึ่งเรียก “ IQ”
นั้นไม่เพียงพอที่จะชี้นำไปสู่การแสดงความสามารถของมนุษย์ที่มีมากมายหลากหลาย
ที่แนวคิดเดิมเน้นปัญญาของมนุษย์เพียง 2 ด้านคือด้านภาษาและด้านคณิตศาสตร์
การ์ดเนอร์ได้เสนอแนวคิดว่าปัญญาที่หลากหลายหรือพหุปัญญาจะพบในทุกวิถีชีวิต
การเรียนรู้ที่ดีที่สุดอาจเกิดจากตัวป้อนที่ให้ผ่านวิธีการที่ต่างกัน
ผู้เรียนอาจจะทำได้ดีในเรื่องที่ไม่ใช่คณิตศาสตร์หรืออาจจะมีกระบวนการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งกว่า
ที่เหนือชั้นกว่า คนที่แค่จำหลักคิดได้เท่านั้น การ์ดเนอร์เสนอว่าปัญญามีอยู่ 8 ด้านดังต่อไปนี้
1.ปัญญาด้านภาษา
เป็นปัญญาความสามารถในการใช้ถ้อยคำ
2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์
เป็นปัญญาความสามารถทางด้านจำนวนตัวเลขและเหตุผล
3.ปัญญาด้านมิติ เป็นปัญญาความสามารถด้านการคิดเป็นรูปภาพสามารถมองเห็นโลกในรูปของภาพและสามารถจำลองสร้างภาพนั้นๆได้
4.ปัญญาทางด้านดนตรี
เป็นปัญญาที่มีความสามารถสูงทางด้านดนตรี คือความสามารถและชื่นชมในเสียง
ทำนองจังหวะ และสามารถผลิตเสียง ทำนอง จังหวะได้ดี
5.ปัญญาด้านร่างกาย-การเคลื่อนไหว เป็นปัญญาความสามารถพิเศษในการควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกายและในการใช้มือเพื่อจัดกระทำกับสิ่งของ
6.ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์
เป็นปัญญาความสามารถพิเศษในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
มีความเข้าใจผู้อื่นสามารถที่จะสังเกตรับรู้อารมณ์ ความคิดความปรารถนาของผู้อื่น
7.ปัญญาด้านปฏิสัมพันธ์ต่อตนเอง
เป็นปัญญาความสามารถเข้าใจอารมณ์ของตนเองได้ดี
8.ปัญญาด้านการเข้าใจเรื่องธรรมชาติ
เป็นปัญญาความสามารถสังเกตเชื่อมโยงข้อมูลกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
สาระสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีพหุปัญญา คือ ทุกคนมีปัญญาทั้ง 8 ด้านนี้ในตน
และปัญญาแต่ละด้านสามารถพัฒนาให้อยู่ในระดับใช้การได้
การ์ดเนอร์กล่าวสรุปไว้ว่าปัญญาทั้ง 8 ด้านจะสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
กิจกรรมต่างๆในชีวิตจะไม่มีกิจกรรมใดที่ใช้เฉพาะปัญญาด้านใดด้านเดียว
คำแนะนำที่ดีก็คือไม่ทุ่มเทไปที่ปัญญาด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวแต่ควรจะสัมพันธ์ปัญญาหลายๆด้านในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา
แบบการสอน
แบบการสอน
เป็นการแสดงคุณค่าของครูแต่ละคน
เป็นปัจจัยส่วนบุคคลที่ทำให้ครูคนหนึ่งแตกต่างไปจากครูคนอื่นๆประกอบด้วยการแต่งกาย
ภาษา เสียง กริยาท่าที ระดับพลังการแสดงออกทางสีหน้า แรงจูงใจ ความสนใจในบุคคลอื่น
ความสามารถในการแสดงเชาว์ปัญญาและความคงแก่เรียน
ครูมีความพร้อมที่จะปรับสไตล์การสอนแบบใดแบบหนึ่งโดยที่รู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ได้ครูเป็นเสมือนผู้ช่วยเหลือ
ผู้กวดขันวินัย นักแสดง เพื่อน ภาพลักษณ์ของพ่อหรือแม่ ผู้ปกครองที่มีอำนาจ จิตรกร
พี่ชายใหญ่หรือพี่สาวใหญ่ หรือแสดงเป็นตัวอย่างของรูปแบบการสอนสไตล์การสอนเป็น
“คุณภาพที่แผ่ซ่านอยู่ในพฤติกรรมของแต่ละบุคคล
เป็นคุณภาพที่คงอยู่แม้ว่าเนื้อหาจะเปลี่ยนแปลง”
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นคุณภาพตามเนื้อหาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร คุณภาพของจะคงอยู่
ฟีสเชอร์ทั้งสองได้สังเกตว่าครูมีความแตกต่างกันในรูปแบบการสอน
เช่นเดียวกับประธานาธิบดีของรัฐบาลอเมริกาแต่ละบุคคลที่มีรูปแบบการพูดที่แตกต่างกัน
นักวาดภาพที่มีชื่อเสียงก็มีความแตกต่างกันในรูปแบบของกิจกรรมหรือนักเทนนิสที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางก็มีรูปแบบการเล่นที่เป็นของตัวเองไม่เหมือนใคร
ครูที่มีเสียงสูงและเสียงแบรนด์จะมีความยากในการใช้วิธีสอนแบบบรรยาย
ครูที่แต่งเครื่องแบบหรือมีท่าทางที่เป็นทางการจะสามารถจัดการกับห้องเรียนที่อึกทึกได้
ครูที่ขาดความเชื่อมั่นในทักษะการจัดการอาจจะรู้สึกไม่ชอบใจกับความเป็นอิสระอย่างไม่มีขอบเขตของผู้เรียนไม่ชอบใจกับการอภิปรายชนิดที่เป็นปลายเปิด
และถ้าครูระดับต่ำมีแนวจูงใจต่ำที่จะปฏิเสธการอ่านเรียงความหรือรายงานประจำภาคของผู้เรียนอย่างระมัดระวังแล้ววิธีเช่นนี้จะมีประโยชน์น้อยมาก
ครูที่มีใจชอบความคงแก่ผู้เรียน
ชอบที่จะรวมเอาวิธีสอนหลากหลายที่ได้จากผลการวิจัยมาใช้ครูที่ให้ความสนใจกับประชาชนจะเลือกวิธีสอนที่ครูและนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันและนักเรียนไม่เพียงแต่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วๆไปทั้งในและนอกโรงเรียนด้วย
ผู้ที่มีความเชื่อมั่นกับงานของตนเองจะเชื้อเชิญให้ผู้อื่นมาเยี่ยมชมชั้นเรียนจะใช้ทรัพยากรบุคคลโสตทัศนูปกรณ์
วีดีทัศน์ เป็นกิจกรรมในชั้นเรียน
ครูที่มีความเป็นประชาธิปไตยจะออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยอมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ครูบางคนปฏิเสธที่จะใช้โสตทัศนูปกรณ์เพราะรู้สึกว่าไม่มีสมรรถนะเพียงพอที่จะใช้เครื่องมือและมีเจตคติว่าการใช้สื่อทำให้เสียคุณค่าของเวลา
แบบการสอนของผู้สอน
มีความสัมพันธ์บางอย่างกับแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนดังที่กล่าวมาแล้วว่าผู้เรียนบางคนมีความสามารถในการแสดงออกด้วยการพูดดีกว่าการเขียน
บางคนสามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของนามธรรมในขณะที่คนอื่นๆเพียงแต่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น
บางคนเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้เทคนิคการฟังและการดูมากกว่าการอ่าน
บางคนสามารถทำงานภายใต้ความกดดันได้ ผู้เรียนที่มีแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างนายแบบการสอนด้วย
ในความจริงแล้วจำนวนผู้เรียนยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ความแตกต่างของผู้เรียนยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นผู้สอนต้องรับรู้ว่าแบบการสอนสามารถให้ความกระทบอย่างแรงกล้าต่อสัมฤทธิ์ผลของผู้เรียน
แบบการสอนแต่ละครั้งสามารถที่จะผสมผสานให้เข้ากับจุดหมายของผู้เรียนได้
แบบการสอนไม่สามารถเลือกในลักษณะเดียวกันกับการเลือกกลวิธีการสอนได้
แบบการสอนไม่ใช่สิ่งที่พร้อมที่จะเปิดปิดสวิตช์ได้
ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่จะเปลี่ยนการมุ่งงานไปเป็นการมุ่งให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
เรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะทำได้เหนือสิ่งอื่นใดผู้สอนที่ไม่มีการตื่นเต้นทางอารมณ์จะเปลี่ยนเป็นผู้สอนที่มีความตื่นเต้นทางอารมณ์ได้หรือไม่
มีคำตอบอยู่ 2 คำถามเกี่ยวกับแบบการสอนว่าผู้สอนสามารถเปลี่ยนแบบการสอนได้หรือไม่และผู้สอนควรเปลี่ยนแบบการสอนหรือไม่
บางที่จะพบว่า คำถามที่ยิ่งใหญ่ คือ
ผู้สอนควรเปลี่ยนแปลงแบบการสอนหรือไม่ มีคำตอบอยู่ 3 ข้อต่อคำถามที่ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าผู้สอนสามารถเปลี่ยนแบบการสอนได้
คือ ประการแรก แนวคิดที่ว่าแบบการสอนตรงกับแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน
จึงได้มีความพยายามที่จะวิเคราะห์แบบการสอนและแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างถูกต้องสมควรและจัดกลุ่มผู้เรียนและผู้สอนที่มีแบบการเรียนและแบบการสอนที่สอดคล้องกัน
ประการที่สอง
แนวความคิดที่ว่ามีคนงามความดีบางอย่างในการที่จะเผยให้ผู้เรียนทราบถึงแบบการเรียนรู้ของบุคคลที่มีความหลากหลายแตกต่างกันอย่างมากในระหว่างที่พบเห็นในโรงเรียน
เพื่อให้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การปฏิสัมพันธ์กับบุคคลในแบบต่างๆแม้ว่าผู้เรียนบางคนอาจจะชอบมากกว่าที่จะให้มีโครงสร้างแต่เพียงเล็กน้อย
ไม่เป็นทางการ ใช้วิธีการผ่อนคลายในขณะที่อยู่ในโรงเรียน
ผู้เรียนที่จบจากมัธยมตอนปลายที่มุ่งงานและผู้สอนที่ยึดวิชาเป็นศูนย์กลางจะเป็นคนที่เรียกว่า
เท้าอุ่น จะมีหลักมีความมั่นคงช่วยให้ประสบผลสำเร็จ
ประการที่สาม ตอบคำถามว่าผู้สอนควรจะเปลี่ยนแบบการสอนหรือไม่
มีแนวคิดว่าครูควรจะยืดหยุ่นใช้แบบการสอนให้มากกว่า 1 แบบ
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าหลักวิธีการสอนให้ผู้เรียนกลุ่มเดียวกันหรือกับผู้เรียนต่างกลุ่มกันคำตอบนี้รวมถึงลักษณะของการต่อประการแรกประการที่สองด้วยผู้สอนอาจจะมีหลากหลายแบบการสอนสำหรับกลุ่มผู้เรียนพิเศษด้วยสัญลักษณ์ที่เหมือนกัน
ถ้าผู้สอนสามารถทำได้ทำให้ผู้เรียนพบกับแบบการสอนที่หลากหลายของผู้สอน
อย่างไรก็ตามกลยุทธ์ที่รับเลือกต้องอนุโลมให้มีแบบการสอนที่สามารถเลียนแบบได้ด้วย
นั่นคือ
เหตุผลที่แสดงว่าทำไมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้สอนที่ต้องรู้ว่าผู้เรียนเป็นใคร
เป็นอะไร และเชื่อถืออะไรบ้าง
ดันน์และดันน์ได้กล่าวว่าเกี่ยวกับผลของเจตคติความเชื่อของครูต่อแบบการสอนว่า
เจตคติของครูต่อโปรแกรมการเรียนการสอน
วิธีการสอนและแหล่งวิทยาการที่หลากหลายตลอดจนลักษณะของเด็กๆหรือผู้เรียนที่ผู้สอนชอบทำงานด้วยผสมผสานหลอมหล่อกันเป็นส่วนหนึ่งของ
“แบบการสอน”
อย่างไรก็ตามมีความจริงอยู่ว่าผู้สอนบางคนเชื่อในรูปแบบของการเรียนการสอนพิเศษซึ่งไม่ใช่การปฏิบัติอื่นๆซึ่งผู้สอนไม่ได้ให้ความเชื่อถือ
และความเป็นจริงด้วยเหมือนกันอีกว่าผู้สอนอาจจะชอบผู้เรียนที่มีความแตกต่างไปจากที่สอนอยู่มากกว่าก็เป็นได้
ฟีชเชอร์และฟิชเชอร์
ได้บ่งชี้แบบการสอนที่ประกอบด้วยการรอบรู้ภาระการงาน การวางแผน การร่วมมือกัน
การให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการให้ความตื่นเต้นทางอารมณ์และเป็นแบบอย่าง
การมุ่งงาน
โคตรจะกำหนดสิ่งที่ต้องการเรียนรู้และบอกถึงความต้องการในการปฏิบัติงานของนักเรียน
การเรียนที่จะประสบผลสำเร็จอาจจะเฉพาะเจาะจงไปที่พื้นฐานของนักเรียนแต่ละคนและมีระบบที่จะให้นักเรียนแต่ละคนเป็นไปตามความคาดหวังอย่างชัดเจนมั่นคง
การวางแผนการร่วมมือกัน
ครูร่วมกันวางแผนวิธีการและจุดหมายปลายทางของการเรียนการสอนด้วยความร่วมมือของนักเรียน
ครูไม่เพียงแต่จะรับความคิดเห็นเท่านั้นแต่ครูต้องกระตุ้นให้การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของนักเรียนทุกระดับชั้นด้วย
การให้นักเรียนเป็นจุดศูนย์กลาง
ครูจัดหาจัดเตรียมโครงสร้างต่างๆสำหรับนักเรียนเพื่อให้ติดตามแสวงหาความรู้ตามที่ต้องการหรือตามความสนใจ
สไตล์แบบนี้ไม่เพียงแต่จะพบว่ามีน้อยแต่เกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการให้เป็นไปตามที่คาดหวัง
เพราะว่าชั้นเรียนที่มีอัตราส่วนระหว่างนักเรียนกับครูและนักเรียนกับสิ่งแวดล้อมในความรับผิดชอบจะกระตุ้นส่งเสริมความสนใจของนักเรียนบางคนและทำให้นักเรียนบางคนเกิดความท้อแท้ใจโดยอัตโนมัติ
การให้เนื้อหาวิชาเป็นศูนย์กลาง
วิธีการนี้ครูจะเน้นไปที่เนื้อหาวิชาที่จัดไว้ดีแล้ว
โดยกับผู้เรียนออกไปและคิดว่าเนื้อหาวิชาที่จับนั้นครอบคลุมรายวิชาครูจะพึงพอใจแม้ว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นน้อย
การให้การเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง
วิธีการนี้ครูจะให้ความสำคัญเท่าๆกันระหว่างนักเรียนและจุดประสงค์ของหลักสูตร
ตลอดจนสิ่งที่จะใช้ในการสอน
ครูจะปฏิเสธการเน้นอย่างมากเกินไปทั้งในด้านการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและการให้เนื้อหาเป็นศูนย์กลางแทนการช่วยเหลือนักเรียน
โดยไม่คำนึงถึงว่านักเรียนมีความสามารถหรือไม่มีความสามารถ
เพื่อที่จะพัฒนาไปสู่เป้าประสงค์ที่มีความเป็นไปได้ให้ดีเท่ากับอิสรภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน
ให้มีการตื่นเต้นทางอารมณ์และเป็นแบบอย่าง วิธีการนี้ครูจะแสดงอารมณ์ที่เกี่ยวกับการสอนอย่างเข้มข้น
กูจะเข้าไปอยู่ในกระบวนการสอนอย่างใจจดใจจ่อ
และโดยปกติแล้วจะก่อให้เกิดบรรยากาศของชั้นเรียนที่ตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมสูง
สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
( Learning
environment)
Jon Wiles (2009: 56-57) สรุปว่าสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
หมายถึง สภาวะแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้เรียน ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
ในด้านรูปธรรมเป็นสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่สภาพแวดล้อมในห้องเรียน
ส่วนสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียนโดยสามารถใช้อาคารในการจัดพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้โดยเฉพาะ
จะสื่อที่หลากหลายสำหรับนักเรียนแต่ละคนและเป็นสื่อบูรณาการสะดวกเหมาะสมกับหลักสูตร
เป็นศูนย์การเรียนรู้สื่อประสม เป็นต้น สภาพแวดล้อมที่เป็นนามธรรม ได้แก่
การจัดการเรียนการสอนสภาพแวดล้อมทางจิตใจหรือบรรยากาศทางจิตใจส่งผลต่อผู้เรียนทั้งทางบวกและทางลบ
ตลอดจนมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้
โดยสรุปสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียนเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้
คือมีความรู้ สมรรถนะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
Bob
Pearlman ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนทักษะในศตวรรษที่
21 โดยตั้งคำถามว่า
“ความรู้และทักษะอะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในศตวรรษที่ 21”
และควรตอบคำถามตามประเด็นคำถามต่อไปนี้
-อะไรคือหลักสูตร การเรียนการสอน และกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่
21
- สิ่งที่ใช้ประเมินผลการเรียนรู้ทางระดับโรงเรียนและระดับชาติเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน
การมีส่วนร่วมของนักเรียนและการบริหารตนเอง
-เทคโนโลยีจะสามารถสนับสนุนการเรียนการสอน
หลักสูตรและการประเมินผลของศตวรรษที่ 21 เพื่อสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างไร
-อะไรคือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางกายภาพที่ส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ในศตวรรษที่
21
จากการศึกษาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จากเว็บไซต์ http://www.21 stcenturyskills.org/route21/ ได้นำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่
21 ไว้ว่า
คือระบบสนับสนุนที่จัดสรรเพื่อให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
เป็นระบบที่รองรับความต้องการเพื่อการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้เรียนทุกคนและสนับสนุนความสัมพันธ์กับมนุษย์ในทางที่เป็นประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้เป็นการรวมเอาโครงสร้างเครื่องมือและชุมชนที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนและนักการศึกษาเพื่อที่จะบรรลุความรู้และทักษะในศตวรรษที่
21 นี้ตามความต้องการของทุกคน
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จะเป็นระบบที่สอดคล้องกันได้อย่างลงตัวคือ
-สร้างข้อปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้
ให้การสนับสนุนจากผู้คนโดยรอบและสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่จะให้การสนับสนุนการเรียนการสอนและการเรียนรู้เพื่อให้ได้ผลเชิงทักษะในศตวรรษที่
21
- สนับสนุนชุมชน
การเรียนรู้ระดับมืออาชีพที่ช่วยให้นักการศึกษาทำงานร่วมกันแบ่งปันวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและบูรณาการทักษะในศตวรรษที่
21 ไปสู่การปฏิบัติในห้องเรียน
-ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ในบริบทของศตวรรษที่
21
- ช่วยให้เข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ที่มีคุณภาพเทคโนโลยีและทรัพยากร
-จัดสรรให้การออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในศตวรรษที่
21 สำหรับการเรียนรู้แบบกลุ่ม สำหรับการเรียนรู้แบบกลุ่ม
ทีมงานและของแต่ละบุคคล
-รองรับชุมชนที่มีการขยายตัวและการมีส่วนร่วมระหว่างประเทศในการเรียนรู้ทางการเรียนแบบเผชิญหน้า face to face และออนไลน์
กลวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ
Marzano (2012) ได้เสนอกลวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วย
3 ส่วนคือ
1.การสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้
2.การช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ความเข้าใจ
3.การช่วยให้ผู้เรียนให้ขยายและนำความรู้ไปใช้
การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้
(Creating the Environment for Learning)
Marzano: (2012) ได้สรุปกลวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพในการสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ไว้ดังตาราง
กลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพตามแนวคิดของมาร์ซาโน
การตั้งจุดมุ่งหมาย/จุดประสงค์ แนวทางการตั้งจุดประสงค์มีดังนี้ 1.ตั้งจุดประสงค์ให้ชัดเจนตามเกณฑ์แต่ไม่ตายตัว
2.สื่อสารจุดประสงค์ให้กับผู้เรียนและครอบครัวได้เข้าใจตรงกัน
3.เชื่อมโยงจุดประสงค์การเรียนรู้กับสิ่งที่เรียนรู้เดิมและการเรียนรู้ใหม่
4.ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ของตนเอง
การให้ข้อมูลย้อนกลับ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เกี่ยวกับจุดประสงค์การเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาการปฏิบัติและความเข้าใจ
ซึ่งแนวทางการให้ข้อมูลย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพดังนี้ 1.ข้อมูลย้อนกลับจะต้องมีความถูกต้องและละเอียดในสิ่งที่ผู้เรียนต้องรู้และเป็นประโยชน์ต่อไป
2.การให้ข้อมูลย้อนกลับควรคำนึงถึงเวลาที่เหมาะสมและจำเป็น 3.การให้ข้อมูลย้อนกลับควรมีเกณฑ์อ้างอิงชัดเจน
4.ควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลย้อนกลับ
การให้การเสริมแรง มีวิธีการดังนี้ 1.สอนนักเรียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเสริมแรงและผลสัมฤทธิ์
2.แจ้งผู้เรียนให้ชัดเจนในวิธีการ
กระบวนการในการให้แรงเสริม 3.ถามผู้เรียนถึงผลที่เกิดจากการเสริมแรงสู่การบรรลุผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
การให้การยอมรับ มีวิธีการดังนี้ 1.ส่งเสริม
เป้าหมายมุ่งเน้นการเป็นผู้รอบรู้ 2.ให้การยกย่อง
สำหรับสิ่งที่เป็นไปตามความคาดหรือทั้งในด้านการปฏิบัติและพฤติกรรม 3.ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม
ในการแสดงการยอมรับเป็นการให้รางวัล
การเรียนรู้แบบร่วมมือ มีวิธีการดังนี้ 1.ควรยึดหลักของการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกและการรับผิดชอบในความสำเร็จส่วนบุคคล
2.จัดเป็นกลุ่มเล็ก 3 - 5 คน 3.ใช้การเรียนรู้แบบร่วมมืออย่างสอดคล้องและเป็นระบบ
การใช้การแนะนำและคำถาม มีวิธีการดังนี้ 1.ใช้เฉพาะประเด็นที่สำคัญ 2.ให้คำแนะนำที่ชัดเจน 3.ถามคำถามเชิงอนุมาน 4.ถามคำถามเชิงวิเคราะห์
การให้มโนทัศน์ล่วงหน้า มีวิธีการดังนี้ 1.ใช้การอธิบายในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า
2.ใช้การบรรยายในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า
3.ใช้สรุปภาพรวมในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า
4.ใช้กราฟฟิกในการสร้างมโนทัศน์ล่วงหน้า
การใช้ภาษากายแสดงออก มีวิธีการดังนี้ 1.ใช้กราฟิกในการนำเสนอ 2.จัดกระทำหรือทำตัวแบบ 3.ใช้รูปแสดงความคิดนำเสนอ 4.สร้างรูปภาพ,สัญลักษณ์
สรุปและจดบันทึก มีวิธีการดังนี้ 1.สอนนักเรียนให้รู้จักวิธีการบันทึก
สรุป ที่มีประสิทธิภาพ 2.ใช้แบบฟอร์มการสรุป 3.ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการบันทึกการสอนซึ่งกันและกัน
การให้การบ้าน มีวิธีการดังนี้ 1.พัฒนาและสื่อสารนโยบายการมอบหมายการบ้านของโรงเรียน
2.ออกแบบการบ้านที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ทางวิธีการ
3.ให้ข้อมูลย้อนกลับในงานที่มอบหมาย
การให้ฝึกปฏิบัติ วิธีการดังนี้ 1.ต้องบอกถึงวัตถุประสงค์ของการปฏิบัติอย่างชัดเจน
2.ออกแบบการปฏิบัติที่เจาะจงและเวลาเหมาะสม
3.ให้ทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับเนื้อหา
การบอกความเหมือนและความแตกต่าง มีวิธีการดังนี้ 1.วิธีการบอกความเหมือนความแตกต่างที่หลากหลายวิธี
2.แนะนำนักเรียนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการของการกำหนดความเหมือนความแตกต่าง
3.ให้คำแนะนำที่ช่วยให้นักเรียนกำหนดความเหมือนความแตกต่างได้
การสร้างและทดสอบสมมติฐาน มีวิธีการดังนี้ 1.ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในรูปแบบของการสร้างและทดสอบสมมติฐานที่หลากหลาย
2.การให้นักเรียนอธิบายสมมติฐานและข้อสรุป
สรุป
ผู้สอนเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
ผู้สอนทุกคนต้องตระหนักและยอมรับเสมอว่าครูมีหน้าที่สอนผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันทุกกลุ่มและทุกรายวิชา
ไม่ว่าผู้เรียนจะมีความพิการหรือไม่ก็ตาม
ผู้เรียนปกติทั่วไปก็มีความแตกต่างในความสามารถและลักษณะนิสัย
ดังนั้นการคำนึงถึงการออกแบบที่เป็นสากลจึงมีความจำเป็น โดยก่อนอื่นผู้สอนต้องสำรวจทำความรู้จักผู้เรียนที่จะสอนให้ทั่วถึง
สำรวจดูว่ามีผู้เรียนที่พิการในห้องเรียนไหม
หรือมีใครที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา เช่น ทำงานช้า เรียนรู้ช้า มีสมาธิสั้น
เป็นต้น และที่สำคัญต้องสังเกตแบบ/ลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียน คือ
ผู้เรียนบางคนสามารถเรียนรู้ได้ดีจากการฟังบรรยาย
ผู้เรียนบางคนจะเข้าใจได้ดีต้องมีรูปภาพประกอบหรือใช้สื่อตัวอย่างแสดงให้เห็น
หรือผู้เรียนบางคนต้องลงมือปฏิบัติ การจัดทำสื่อการสอนควรคำนึงถึงผู้เรียนทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนปกติหรือพิการ เช่น จะทำวีดีโอเทป หรือ Powerpoint ประกอบเสียงและตัวหนังสือกำกับ
เป็นต้น
เมื่อรู้จักผู้เรียนแล้วผู้สอนจะได้เลือกแบบ/ลีลาการสอนได้ถูกแบบการสอนมีหลายแบบเพื่อให้เหมาะกับผู้เรียนหลายประเภท
เช่น ในบางเนื้อหาอาจเป็นการบรรยาย บางเนื้อหาให้ลงไปเก็บข้อมูลตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆแล้วนำมาเสนอ
อภิปรายร่วมกัน เป็นต้น การเขียนคําอธิบายรายวิชาควรมีความชัดเจนว่าผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้อะไร
โดยวิธีใดและคาดหวังอย่างไร
ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเสนอแนะในสิ่งที่ต้องการอยากรู้เพิ่มเติม
หรือปรับกิจกรรมบางส่วนในรายวิชานั้นๆได้ด้วย







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น