วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563

เกี่ยวกับบล็อก



บล็อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พิจิตรา  ธงพานิช

สาขาวิชาหลักสูตรและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยนครพนม


ผู้จัดทำ นางสาวสุภาพร  แพงกันญา

รหัสนักศึกษา 603150110089  ชั้นปีที่ 2
สาขาการศึกษาปฐมวัย  คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยนครพนมภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา  2561

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

บทที่ 8 การประเมินอิงมาตรฐาน

บทที่ 8
 การประเมินอิงมาตรฐาน (Standard Based Assessment)


          S : การประเมินอิงมาตรฐาน  การประเมินคุณภาพการเรียนรู้อิงมาตรฐานโดยใช้แนวคิดพื้นฐานโครงสร้างการสังเกตผลการเรียนรู้รวมถึงมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก
          มาตรฐานมีความสำคัญอย่างยิ่งในชั้นเรียน มาตรฐานเป็นตัวกระตุ้นการสอนที่ประสบผลดีที่สุดสำหรับผู้สอนที่มีความสามารถสูงสุด เมื่อผู้สอนการสอนเทียบกับมาตรฐานจะพบว่าการสอนตอบสนองต่อมาตรฐาน เพื่อความชัดเจนผู้สอนต้องตอบคำถามเรื่องการเรียนการสอนกับมาตรฐาน


การประเมินผลและการนิเทศ
          Carr, Judy F and Harris, Douglas E. (2001 : 153) กล่าวสรุปไว้ว่า การพัฒนาวิชาชีพ การนิเทศ และการประเมินผล มีจุดหมายเพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการเรียนรู้ตามมาตรฐานและได้นำเสนอหลักการดำเนินการพัฒนาด้านวิชาชีพที่อิงมาตรฐาน 7 ประการดังนี้
          หลักการที่ 1 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพเกิดจากภาพลักษณ์ที่ดีด้านการเรียนการสอน
          หลักการที่ 2 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพให้โอกาสผู้สอนได้สร้างองค์ความรู้และทักษะของตนเอง
          หลักการที่ 3 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพใช้หรือเป็นตัวแบบกลยุทธ์การสอนที่ผู้สอนจะใช้กับผู้เรียน
          หลักการที่ 4 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้
          หลักการที่ 5 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพส่งเสริมครูให้มีบทบาทเป็นผู้นำ
          หลักการที่ 6 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมโยงกับหน่วยการศึกษาอื่น
          หลักการที่ 7 ประสบการณ์การพัฒนาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพต้องประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระบบที่เชื่อมโยงด้วยมาตรฐาน

หลักสูตรมาตรฐานแห่งชาติสู่ชั้นเรียน

          กรอบหลักสูตรมลรัฐเชื่อมโยงและสะท้อนสิ่งที่พึงประสงค์และมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชาติ
          หลักสูตรและการประเมินระดับท้องถิ่นและโรงเรียน สะท้อนถึงมาตรฐานที่กำหนดในกรอบหลักสูตรมลรัฐ
          กิจกรรมการเรียนการสอนและหน่วยการเรียนเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้มลรัฐ หลักสูตรท้องถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษาในขณะเดียวกันก็ต้องสนองตอบความสนใจและความต้องการของนักเรียนและชุมชน ด้วยเหตุผลดังกล่าวกิจกรรมการเรียนการสอนและหน่วยการเรียนจึงควรสร้างจากแหล่งข้อมูลของท้องถิ่นหรือเหตุการณ์ประเด็นปัญหาต่างๆในท้องถิ่น

          มาตรฐานสู่ความสำเร็จ : หลักสูตร การประเมินผล และแผนปฏิบัติการ
          เมื่อโรงเรียนหรือสถานศึกษาได้ใช้มาตรการใดแล้วทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจว่ามาตรฐานของโรงเรียนคืออะไร และจะนำไปใช้อย่างไร คณะกรรมการสถานศึกษาจะต้องใช้แผนการประเมินที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนสำคัญ คือ การประเมินสภาพปัจจุบันของหลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมินที่สอดคล้องกับมาตรฐาน การได้ข้อมูลว่ามาตรฐานใดบ้างที่จะนำมาจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลและนักเรียนจะบรรลุมาตรฐานตามที่ระบุไว้ในวิสัยทัศน์นั้นจะต้องเตรียมวิธีปฏิบัติกระบวนการและหลักสูตรการเรียนการสอนต่างๆให้พร้อม การตัดสินใจว่าจะสอนและประเมินมาตรฐานใด จะสอนมาตรฐานดังกล่าวในระดับชั้นใด รายวิชาใด สิ่งเหล่านี้คณะกรรมการวิชาการจะต้องกำหนดขอบข่ายโดยใช้ฐานข้อมูลว่าใครจะสอนและประเมินมาตรฐานใดและจำเป็นต้องมีการทบทวนแผนว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้เหมาะสมหรือไม่ จุดเน้นของหลักสูตรสถานศึกษาเป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ คำถามเดิมที่ว่าใครสอนหัวข้อใดหรือครูจะใช้สื่อการสอนอะไร จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นใครสอนมาตรฐานอะไร การเรียนการสอนใช้รูปแบบใดและใครประเมินมาตรฐานใด โดยวิธีใด เป็นต้น

การประกันคุณภาพการศึกษา

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.  2542 มาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาและให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง”
          การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้ได้มาตรฐานทั้งในระดับอุดมศึกษาและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแนวคิดที่เกี่ยวข้องมีดังต่อไปนี้
          1. การประกันคุณภาพเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน
          การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างมาตรฐานและเสริมสร้างคุณภาพการศึกษาของหลักสูตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการประกันคุณภาพการศึกษาระดับในอาเซียนที่ตระหนักถึงความสำคัญของประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและความจำเป็นในการพัฒนาระบบประกันคุณภาพแบบองค์รวมเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยในเครือข่าย AUN เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ซึ่งระบบประกันคุณภาพการศึกษาในอาเซียนเป็นกลไกการประกันคุณภาพการศึกษาและสร้างมาตรฐานการอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยสมาชิกให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การรับรองมาตรฐานระดับหลักสูตรจะเริ่มต้นจากความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนำมากำหนดไว้ผลลัพธ์คาดว่าจะได้รับซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสูตรการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับหลักสูตรตามเกณฑ์ ASEAN University Network Quality Assurance : AUN-QA โดยมีเกณฑ์พิจารณา 11 หมวดได้แก่
1.       ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังไว้
2.       ข้อกำหนดหลักสูตร
3.       โครงสร้างหลักสูตรและเนื้อหา
4.       แนวทางการสอนและการเรียนรู้
5.       การประเมินผลนักศึกษา
6.       คุณภาพบุคลากรสายวิชาการ
7.       คุณภาพบุคลากรสายสนับสนุน
8.       คุณภาพของนักศึกษาและการสนับสนุน
9.       สิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน
10.   การเพิ่มคุณภาพ
11.   ผลผลิต
มหาวิทยาลัยในเครือข่าย AUN ได้มีการนำเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้ในการประกันคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตรโดยหลักสูตรที่มีความพร้อมมหาวิทยาลัยจะยื่นขอรับรองโดย AUN-QA ต่อไป

          2. การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          สำนักทดสอบทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545ได้ศึกษาและพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากผลการศึกษากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศเป็นกฎกระทรวง กำหนดระบบกฎเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเอกสารการดำเนินงานตามระบบดังกล่าวได้แก่
1.       ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
2.       แนวทางการจัดทำระบบสารสนเทศสถานศึกษา
3.       แนวทางการบริหารจัดการคุณภาพสถานศึกษา
4.       แนวทางการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
5.       แนวทางการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพภายในของสถานศึกษา
6.       แนวทางการรายงานคุณภาพการศึกษาประจําปีของสถานศึกษา
7.     แนวทางการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาโดยเขตพื้นที่การศึกษา
          ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา : กรอบและแนวการดำเนินงานเขียนแสดงความสัมพันธ์ได้
          3.การประเมินคุณภาพภายนอก
          การประเมินคุณภาพภายนอก คือ การประเมินคุณภาพการจัดการศึกษา การติดตาม การตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งกระทำโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) หรือผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก สมศ. เพื่อมุ่งให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น
          ความสำคัญของการประเมินคุณภาพภายนอก
          การประเมินคุณภาพภายนอกมีความสำคัญและมีความหมายต่อสถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนดังต่อไปนี้
          1.เป็นการส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานและพัฒนาตนเองให้เต็มตามศักยภาพอย่างต่อเนื่อง
          2.เพิ่มความมั่นใจและคุ้มครองประโยชน์ให้ผู้รับบริการทางศึกษาให้มั่นใจได้ว่าสถานศึกษาจัดการศึกษามุ่งสู่คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดีมีความสามารถและมีความสุขเพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
          3.สถานศึกษาและหน่วยงานที่กำกับดูแล
          4.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับนโยบายมีข้อมูลสำคัญในภาพรวมที่เกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานของสถานศึกษาทุกระดับ
          วัตถุประสงค์ของการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา
          การประเมินคุณภาพภายนอกมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
          1.เพื่อตรวจสอบ ยืนยันสภาพจริงในการดำเนินงานของสถานศึกษาและประเมินคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาที่กำหนด
          2.เพื่อให้ได้ข้อมูลซึ่งจะช่วยสะท้อนให้เห็นจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนาของสถานศึกษา
          3.เพื่อช่วยเสนอแนะแนวทางปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด
          4.เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพและประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเนื่อง
          5.เพื่อรายงานผลการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาต่อหน่วยงานเกี่ยวข้องและสาธารณชน
          ผู้ประเมินภายนอก หมายถึงบุคคลหรือหน่วยงานที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและได้รับการรับรองจากสมศ. ให้ทำการประเมินคุณภาพภายนอก
          มาตรฐานการศึกษา คือข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะคุณภาพที่พึงประสงค์และเป็นเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่งเพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริมกำกับดูแลตรวจสอบประเมินผลและการประกันคุณภาพการศึกษา
         
          4.การประเมินคุณภาพภายใน
          เคมพ์ เสนอแนะการประเมินไว้ดังนี้
              1. ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในระดับที่เป็นที่ยอมรับตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ ผู้เรียนมีข้อบกพร่องใดบ้าง
              2. ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ความรู้หรือทักษะในระดับที่เป็นที่ยอมรับหรือไม่
              3. ผู้เรียนใช้เวลานานเพียงใดเพื่อให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้และเป็นที่ยอมรับของผู้สอนหรือไม่
              4. กิจกรรมต่างๆเหมาะสมสำหรับผู้เรียนและผู้สอนหรือไม่
              5.วัสดุต่างๆสะดวกและง่ายต่อการติดตั้ง การหยิบการใช้และการเก็บรักษาหรือไม่
              6. ผู้เรียนมีปฏิกิริยาต่อวิธีการเรียนการสอน กิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ และวิธีการประเมินผลอย่างไรบ้าง
              7. ข้อสอบเพื่อการประเมินตนเองและข้อสอบหลังจากเรียนแล้วใช้วัดจุดมุ่งหมายของการเรียนได้หรือไม่
              8.ควรมีการปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมในส่วนใดบ้าง

การประเมินภายนอก
clark (2005 : 2กล่าวว่าการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นการประเมินหลังจากจัดการเรียนรู้หรือการจัดการเรียนการสอนเพื่อนำผลการประเมินไปใช้ในการตัดสินคุณค่าของโปรแกรมการเรียนการสอนให้ความสำคัญที่ผลลัพธ์โดยสรุปการประเมินเพื่อศึกษาประสิทธิผลของระบบโดยรวม
เคมพ์ เสนอแนะแนวคิดการประเมินไว้ดังนี้
              1. จุดมุ่งหมายทั้งหมดได้รับการบรรลุผลในระดับใดบ้าง
              2. หลังจากการเรียนการสอนผ่านไปแล้วการปฏิบัติงานของผู้เรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้ ทักษะในการสร้างเจตคติมีความเหมาะสมหรือไม่
              3. การใช้วัสดุต่างๆต่อการจัดการสำหรับผู้เรียนจำนวนมากๆหรือไม่
              4. สิ่งอำนวยความสะดวก กำหนดการ และการนิเทศ มีความเหมาะสมกับโปรแกรมหรือไม่
              5. มีการระวังรักษาการหยิบการใช้เครื่องมือและวัสดุต่างๆหรือไม่
              6. วัสดุต่างๆที่เคยใช้แล้วถูกนำมาใช้อีกหรือไม่
              7. ผู้เรียนมีเจตคติอย่างไรบ้างต่อวิชาที่เรียน


 การกำหนดระดับคุณภาพผลการเรียนรู้

         The Solo taxonomy
          The Solo taxonomy เป็นการจัดระดับเพื่อประโยชน์ในการแสดงคุณสมบัติเฉพาะในระดับต่างๆกันของคำถามและคำตอบที่คาดว่าจะได้รับจากผู้เรียน เป็นชุดของเกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้ที่เป็นผลงานของ Biggs and Collis (1982). SOLO”  มาจากคำว่า  Structure of  Observed  Learning  Outcome, : เป็นระบบที่นำมาช่วยอธิบายว่าผู้เรียนมีพัฒนาการปฏิบัติที่ซับซ้อนอย่างไรในการเรียนเพื่อรอบรู้ที่มีความหลากหลายของภาระงานทางวิชาการโดยที่นิยามจุดประสงค์ของหลักสูตรในสภาพที่พึงประสงค์ของการปฏิบัติเพื่อประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนที่ปฏิบัติได้จริง
          การใช้ Solo taxonomy  ในการกำหนดระดับคุณภาพผลการเรียนรู้
           Solo taxonomy คือ การกำหนดระดับคุณภาพผลการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งไม่มุ่งเน้นเฉพาะการสอนและการให้คะแนนจากผลงานเท่านั้น  แต่ Solo taxonomy เป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญว่าผู้เรียนมีวิธีการเรียนรู้ สิ่งที่สำคัญประการหนึ่งคือครูจะมีวิธีสอนอย่างไรที่ผู้เรียนจะได้ใช้ปัญญาที่มีความซับซ้อนและก่อให้เกิดพัฒนาการมากขึ้น
          โครงสร้างการสังเกตผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน Biggs & Collis เสนอวิธีการไว้ดังต่อไปนี้
1)กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนปฏิบัติในบทเรียน
2)ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน
เมื่อเขียนวัตถุประสงค์การเรียนรู้ต้องมั่นใจว่าคำกริยาที่นำมาใช้เพื่อการประเมินมีความถูกต้องเหมาะสมในแต่ละระดับดังนี้
     ระดับโครงสร้างขั้นพื้นฐาน
     ระดับโครงสร้างเดี่ยว
     ระดับโครงสร้างหลากหลาย
     ระดับความสัมพันธ์ของโครงสร้าง
     ระดับแสดงความต่อเนื่องในโครงสร้างภาคขยาย


สรุป

          การประเมินตนเองมาตรฐานระดับที่มีความสำคัญที่สุด คือ การจัดการเรียนรู้หรือการเรียนการสอนนั้นประสบผลสำเร็จ โดยดูจากผู้เรียนมีความรู้และทักษะเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ กล่าวได้ว่าโปรแกรมการเรียนการสอนมีประสิทธิผลระดับใด อีกประเด็นหนึ่งคือการจัดการเรียนรู้หรือการเรียนการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ได้โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด กล่าวได้ว่าการจัดการเรียนรู้หรือการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพระดับใด การประเมินคุณภาพภายในเป็นการประเมินให้ความสำคัญที่กระบวนการ การประเมินคุณภาพภายในเป็นการประเมินในระหว่างจัดการเรียนรู้หรือการเรียนการสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบปรับปรุงแก้ไขสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้และปรับปรุงสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน ส่วนการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นการประเมินที่มุ่งตอบคำถามว่าการจัดการเรียนการสอนประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรกำหนดไว้หรือไม่ คำถามหลักคือผู้เรียนสามารถปฏิบัติงานหลังจากการเรียนการสอนได้หรือไม่ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหารได้พัฒนาในโอกาสต่อไป 

บทที่ 7 การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน

บทที่ 7
 การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน (Evaluation to Improve Teaching)


การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน การประเมินการเรียนรู้ของตนเอง โดยกำหนดค่าคะแนนจากการวิเคราะห์การประเมินการเรียนรู้ด้านความรู้ของบลูม การประเมินตามสภาพจริงและการประเมินจากแฟ้มสะสมงานเป็นการตรวจสอบการบรรลุจุดหมายการเรียนรู้
การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอนมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการทบทวนตนเองหลังการสอน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนการเรียนการสอน ระหว่างการสอน และหลังจากสอนจนจบบทเรียนแล้ว การจัดกระบวนการพัฒนาการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เสนอแนวคิดในการพัฒนาโดยใช้วิธีจัดองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ 

องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

          วงกลมชั้นที่ 1 องค์ประกอบที่มีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่ใจกลางภาคเป็นจุดศูนย์รวมของกิจกรรมทุกอย่างในชั้นเรียนและในโรงเรียน การเรียนรู้ของผู้เรียนได้รับอิทธิพลโดยตรงจากองค์ประกอบที่อยู่ในวงกลมชั้นที่ ประกอบด้วยหลักสูตร-เนื้อหาของสิ่งที่สอน วิธีการสอน-ที่ใช้และการวัดผล (แบบวินิจฉัย) การเรียนรู้ของผู้เรียน
          Glickman (1998) เสนอแนะว่าให้ดูจุดศูนย์กลางของวงกลมต่างๆที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน ศูนย์กลางคือเป้าหมาย วงกลมในสมุดเป็นความพยายามของชั้นเรียนและโรงเรียนที่จะพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนทุกคน วงกลมชั้นที่ การเรียนรู้ของผู้เรียนสัมพันธ์กันโดยตรงกับเนื้อหาที่นำมาสอน วิธีการสอน และกลวิธีที่นำมาใช้ในการประเมิน
          วงกลมชั้นที่ องค์ประกอบซึ่งจัดระบบภาระงานของผู้นำ (การเรียนรู้) ที่ทำต่อครูผู้สอน ซึ่งการปรับปรุงการสอนในชั้นเรียนประกอบด้วยจุดมุ่งเน้น แนวทางที่จะทำร่วมกับครูและโครงสร้างและรูปแบบ เพื่อจัดระบบภาระงานการปรับปรุงการสอน
          จากภาพวงกลมชั้นที่ ศูนย์กลางเดียวกันกับวงกลมได้เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนในชั้นเรียน ที่จุดเน้นที่ผู้สอนกำหนดให้เป็นเป้าหมายการเรียนรู้ ต่อมาพิจารณาแนวทาง-วิธีการดำเนินการระหว่างบุคคล ซึ่งจะใช้กับครูที่จัดการสอนในชั้นเรียนโดยตรง และโครงสร้างและรูปแบบของวิธีการต่างๆ ได้แก่ การนิเทศแบบคลินิก เพื่อนแนะเพื่อน เพื่อผู้ติดชม และกลุ่มวิจัยเชิงปฏิบัติการตามตารางที่กำหนดพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก
          วงกลมชั้นที่ 3 องค์ประกอบซึ่งส่งเสริมให้การดำเนินงานครอบคลุมบริบทการปรับปรุงการสอน ประกอบด้วย ลำดับความสำคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ที่ได้จากวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโรงเรียน แผนการพัฒนาวิชาชีพ ทรัพยากรและระยะเวลา และการประเมินผลวิธีการและสิ่งที่ผู้เรียนกำลังเรียนรู้อยู่ และวิธีการใช้ข้อมูลจากการประเมินเป็นแนวทางในการดำเนินงานจำเป็นเร่งด่วนของโรงเรียนต่อไป
          จากภาพวงกลมชั้นที่ 3 อิทธิพลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระบวนการปฏิรูปการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนทั้งหมดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นลำดับความสำคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ถัดมาเป็นการพัฒนาด้านวิชาชีพครู โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งไปที่ครูทุกคน และสุดท้ายการประเมินผลทางการประเมินระหว่างภาคเรียนและปลายภาคเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งหมด
          Glickman, Carl D (2002  นักแปลเครือข่ายของกรมวิชาการ  2546 : 131สรุปคำถามนำเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับภาพองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนดังต่อไปนี้
          1.เป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร จะบรรลุเป้าหมายของโรงเรียนได้อย่างไร และใช้เป้าหมายนี้อย่างไร
          2.แผนพัฒนาวิชาชีพครูที่สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร แผนนี้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกตรวจสอบการสอนของผู้สอนและการเรียนของผู้เรียนได้อย่างไร
          3.ประเมินความก้าวหน้าทั้งหมดมุ่งสู่เป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งโรงเรียนได้อย่างไร
          4.อะไรคือจุดมุ่งเน้นในการสอนและการเรียนรู้ที่ผู้สอนทุกคนต้องปฏิบัติ
          5.จะใช้รูปแบบการนิเทศแบบใดและเครื่องมือใด
          6.จะใช้วิธีการอะไรในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
          7.ผู้สอนแต่ละคนจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
          8.ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนอย่างไร
          9.ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนเนื้อหาที่สอนอย่างไร
          การใช้คำถามนำนี้จะต้องคิดพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบอาจด้วยตนเองหรือร่วมกันในการวางแผนเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการสอน พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพและการพัฒนาการศึกษาให้สูงขึ้นเป็นที่น่าพึงพอใจ

การทบทวนตนเองหลังการสอนที่มีคุณภาพ
          การทบทวนตนเองหลังการสอนเป็นกระบวนการที่เหมาะกับการปฏิบัติงานในอาชีพเพราะเป็นกระบวนการที่ควรปฏิบัติเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ กระบวนการนี้ไม่ใช่จะจำเป็นเฉพาะกับการสอนที่ดีเท่านั้นแต่ยังเป็นความจำเป็นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ด้วย บอเมสเตอร์  กล่าวว่า ชีวิตมีความหมายเมื่อเราสนองความต้องการ 4 ประการเหล่านี้ได้แก่ 1)ด้านวัตถุประสงค์  2) ด้านค่านิยม  3) ด้านประสิทธิผล และ 4) ด้านความพึงพอใจในตนเอง
          ความเข้าใจ” ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการสนทนากับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องการสอนแต่เกี่ยวข้องกับการได้ความรู้จากการสนทนากับเพื่อนครูด้วยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกันกระบวนการนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องการความเป็นคนช่างสังเกต ต้องสังเกตความเป็นไปในอาชีพถ้าเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นต้องหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เช่น ต้องสังเกตเห็นว่าเด็กคนไหนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา เด็กคนไหนจับดินสอไม่ถูกวิธี คนไหนรักการอ่าน คนไหนเก่งทดลองวิทยาศาสตร์และคนไหนใช้เครื่องบันทึกเทปได้เก่ง
          การทบทวนตนเองสอนจนเป็นเรื่อง “การทำความเข้าใจ” 

          รูปแบบการสะท้อนความคิดนี้มีลักษณะเด่น 4 ประการ คือ เป็นวงจรมีความยืดหยุ่น มีประเด็นที่เน้นและมีลักษณะเป็นองค์รวม
          1. มีลักษณะเป็นวงจร การทบทวนตนเองและการปฏิบัติเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องกันเป็นวงจร เมื่อกระบวนการเริ่มแล้วจะไม่มีการถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือการทบทวนตนเองหลังการสอน จะนำเราไปสู่วงจรใหม่ที่ปรับปรุงแล้วต่อไป
          2. มีความยืดหยุ่น รูปแบบที่จะนำมาช้าจำเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่น จะต้องไม่เป็นแบบที่มีลักษณะเป็นขั้นตอน เหตุผลที่เป็นเช่นนี้มีอยู่ 2 ประการคือ
          ประการแรก การทบทวนตนเองหลังการสอนมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน
          ประการที่สอง  รูปแบบการทบทวนตนเองต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ การปรับปรุงการเรียนการสอนไม่จำเป็นต้องดำเนินไปในรูปแบบที่คงที่และมีขั้นตอนเป็นลำดับ
          3. มีประเด็นที่เน้น การมีความยืดหยุ่นไม่ได้หมายความว่าจะคิดวกวนอยู่กับปัญหาเกี่ยวกับการสอนหรือวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าวโดยหวังว่าคงจะพบทางออกเอง การคิดจะต้องมีประเด็นที่เน้นและมีทิศทางเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย
          4. มีลักษณะเป็นองค์รวม จากรูปนี้เราจะมองเห็นการเรียนการสอนภาพรวม เห็นการเชื่อมโยงค่านิยมในวิชาชีพเข้ากับการปฏิบัติ การเชื่อมโยงการสอนเข้ากับความตั้งใจของครูที่จะพัฒนาการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพทำให้ครูเห็นว่าไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปแบบนี้ทำงานอยู่ในสภาพหยุดการเปลี่ยนแปลงแต่เป็นการทำงานอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและมักจะมีความไม่แน่นอนรวมอยู่ด้วย

การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน
          การประเมินการเรียนรู้ จะต้องให้ข้อมูลย้อนกลับการจัดการเรียนรู้บรรลุพันธกิจหรือไม่ มีความจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง การบรรลุเป้าหมายของโปรแกรมการศึกษา การประเมินเพื่อพัฒนาประสิทธิผลในการจัดการเรียนรู้ 

Ghaye, T (1995) เสนอแนวคิดการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนจะต้องพิจารณาคำถาม 5 ข้อ คือ
          1.คำถามเกี่ยวกับเวลา
          2. คำถามเกี่ยวกับขนาดของงาน
          3.ถามเกี่ยวกับความไม่แน่นอน
          4.ถามเกี่ยวกับการเมืองในโรงเรียน
          5.คำถามเกี่ยวกับการลงลึกในการปฏิบัติการ
         
          การประเมินที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีความชัดเจนของจุดมุ่งหมาย
          จุดมุ่งหมายในการเรียนรู้เป็นข้อความเกี่ยวกับการศึกษาที่แสดงถึงความมุ่งมั่น/เจตนาที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นต้น
          วัตถุประสงค์การเรียนรู้มีความเฉพาะให้รายละเอียดที่ได้มาจากจุดมุ่งหมาย ใช้เขียนบรรยายกิจกรรมพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องกระทำ
          ผลการเรียนรู้ เป็นชุดรายละเอียดที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้หลังจากได้เรียนในรายวิชาหรือหน่วยการเรียนในหลักสูตรรายวิชา ผลการเรียนรู้ว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จขั้นต่ำของผู้เรียนที่แสดงออกเป็นรูปธรรมได้
          ความสัมพันธ์ของจุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ และผลการเรียนรู้ เขียนในรูปวัฏจักรการประเมินการเรียนรู้ 

รูปแบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิด Outcome Driven Model
การตรวจสอบความเข้าใจและการสรุปความรู้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการเรียนรู้ ใช้แนวทางการประเมินการเรียนรู้ตามแนวคิด Outcome Driven Model

หลักการประเมินผลการเรียนรู้
          การประเมินผลการเรียนรู้นั้นควรจะเป็นกระบวนการที่มีหลักการมารองรับเสมอ หลักการที่จะควบคุมกระบวนการการประเมินผลการเรียนรู้มีดังต่อไปนี้
          1.การประเมินผลต้องยึดตามจุดประสงค์การสอนที่ชัดเจน
          2.ขั้นตอนและเทคนิคในการประเมินผลควรเลือกตามจุดประสงค์ในการประเมิน
          3.การประเมินผลควรเป็นที่เข้าใจได้
          4.การประเมินผลควรทำอย่างต่อเนื่อง
          5.การประเมินผลควรระบุจุดอ่อนจุดแข็งและใช้งานได้
          6.การประเมินผลควรเป็นความพยายามร่วมกัน
          7.การประเมินผลควรจะมีความละเอียดรอบคอบ

การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร
          นิยาม “การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร”
          การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร คือ การให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามกิจกรรมที่ออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่ใช้ จากนั้นนำผลการทดสอบไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการจำเป็นของนักเรียน ผู้สอนนำผลการประเมินตามหลักสูตรมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนการสอนของตนเอง เพื่อช่วยผู้เรียนให้พร้อมที่จะเรียนเรื่องต่อไป หรือกรณีที่ผู้เรียนที่มีความพร้อมและต้องการเจ้าหน้ายิ่งขึ้น นักการศึกษาใช้การประเมินตามหลักสูตรเพื่อช่วยให้อัตราการพัฒนาการเรียนการสอนสูงขึ้นได้รวมถึงการปรับปรุงสื่อการเรียนการสอนด้วยการสังเกตและบันทึกการปฏิบัติของนักเรียนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา ข้อมูลต่างๆที่เก็บรวบรวมได้จะช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน ในการประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรนั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับการสอนขึ้นอยู่กับข้อมูลย้อนกลับที่ได้จากการประเมินความสามารถของผู้เรียนที่ระบุไว้ในหลักสูตร เป้าหมายแรกคือแนวทางในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนการสอนตรงกับความต้องการของผู้เรียนอันเป็นการเพิ่มโอกาสที่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
          การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรมีจุดเด่นที่บอกถึงภาระงานใดที่ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถตามที่หลักสูตรกำหนด การเลือกภาระงาน และกระบวนการใช้คะแนนมาตรฐาน และการบริหาร ใช้การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างไรนั้นก็แล้วแต่สถานการณ์ อาจใช้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรให้โปรไฟล์ของผู้เรียนได้ทั้งในระดับรายบุคคล ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนี้ข้อมูลจากการประเมินตามหลักสูตรสามารถใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ ที่ใช้เปรียบเทียบคะแนนของผู้เรียนรายบุคคลมาหรือใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียน อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนที่สัมพันธ์สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
          การประเมินผลการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษากรอบที่ใช้ในการอ้างอิงทฤษฎีและแนวปฏิบัติที่เป็นผลการศึกษาวิจัยของเดวิด นิโคล สรุปเป็นหลักการประเมินผลและการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ดี 10 ข้อดังนี้
          1.ให้ความชัดเจนว่าการปฏิบัติงานที่ดีเป็นอย่างไร
          2.ให้ “เวลาและความพยายาม” กับการเรียนรู้สิ่งที่ท้าทาย
          3.ให้ข้อมูลย้อนกลับคุณภาพสูงที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตนเอง
          4.สร้างความเชื่อที่เป็นแรงบันดาลใจและความเคารพตนเองในทางบวก
          5.สนับสนุนให้มีการปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยในเรื่องการเรียนการสอน
          6.อำนวยความสะดวกในการพัฒนาการประเมินตนเองและการสะท้อนความคิดทางด้านการเรียน
          7.ให้โอกาสผู้เรียนเลือกการประเมินผล-เนื้อหาและกระบวนการ
          8. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการประเมินผลและการปฏิบัติ
          9.สนับสนุนการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้
          10.ช่วยครูผู้สอนในการปรับการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน
          ดังนั้นการประเมินผลจะมีหลักการ กระบวนการการประเมินการเรียนรู้ดังต่อไปนี้
           1. การประเมินผลต้องยึดตามจุดประสงค์การสอนที่ชัดเจน
           2.ขั้นตอนและเทคนิคในการประเมินผลควรเลือกตามจุดประสงค์ในการประเมิน
           3.การประเมินผลควรเป็นที่เข้าใจได้ตรงกัน
           4.การประเมินผลควรทำอย่างต่อเนื่อง
           5.การประเมินผลควรระบุจุดอ่อนจุดแข็งและใช้งานได้
           6.การประเมินผลควรเป็นความพยายามร่วมกัน
           7.การประเมินผลควรจะมีความละเอียดรอบคอบ

 การวัดและการประเมินผล
          จุดประสงค์ของการวัดและการประเมินผล
          การวัดและการประเมินผลการศึกษาหรือการเรียนการสอนหรือที่ในปัจจุบันใช้คำว่าการจัดการเรียนรู้เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ดังต่อไปนี้
          1. การจัดตำแหน่ง เป็นการวัดและการประเมินผลโดยใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อจัดหรือแบ่งประเภทผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความสามารถอยู่ตรงระดับไหนของกลุ่มเก่ง ปานกลาง หรืออ่อน มากน้อยเท่าใด ซึ่งสามารถใช้ได้หลายๆกรณี
          2. การวินิจฉัย การวัดและการประเมินผลที่เป็นไปเพื่อการวินิจฉัยว่าผู้เรียนคนใดมีความสามารถทางด้านใดและเมื่อสอนไปแล้วในแต่ละวิชามีส่วนใดที่ผู้เรียนเข้าใจชัดเจนถูกต้องหรือไม่เข้าใจ เข้าใจยังไม่ถูกต้อง ผู้สอนจะได้สอนหรือแนะนำทำความเข้าใจใหม่ได้ถูกต้อง
          3. การเปรียบเทียบ จุดประสงค์ของการวัดและการประเมินผลในข้อนี้เป็นไปเพื่อการเปรียบเทียบความเจริญงอกงามหรือพัฒนาการของการเรียนรู้ของผู้เรียน  หลังจากนั้นเมื่อเลิกเรียนไปแล้วระยะหนึ่งหรือเมื่อเรียนจนจบแล้วผู้สอนอาจจะสอบเพื่อวัดและประเมินผลอีกครั้งว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
          4. การพยากรณ์ เป็นการวัดหรือประเมินผลเพื่อช่วยในการพยากรณ์ทำนายหรือคาดการณ์และแนะนำว่าผู้เรียนคนนั้นควรจะเป็นอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จและสอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดหรือความสนใจของแต่ละบุคคล
          5. การป้อนผลย้อนกลับ เป็นการวัดและประเมินผลเพื่อนำผลประเมินที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนในครั้งต่อๆไป ผลย้อนกลับนี้มีได้ทั้งส่วนที่เป็นของผู้สอนและส่วนที่เป็นของผู้เรียน
          6. การเรียนรู้ เป็นการวัดและการประเมินผลที่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นตัวกระตุ้นในรูปแบบต่างๆที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีและยังทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดีของผู้เรียนอีกด้วย
          เครื่องมือและเทคนิควิธีที่ใช้ในการวัดและการประเมินผล
          เครื่องมือและเทคนิควิธีที่ใช้ในการวัดและการประเมินผลการเรียนการสอนนั้นมีมากมายหลายชนิดแต่ที่รู้จักและนิยมใช้กันเป็นส่วนมาก ได้แก่
          1. การสังเกต เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของผู้สังเกต สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในสภาพการณ์ที่เป็นจริงทั้งในและนอกห้องเรียน การสังเกตโดยทั่วๆไปเป็นการเฝ้าดูพฤติกรรมต่างๆของผู้ถูกสังเกตซึ่งอาจจะเฝ้าดูไปตามเรื่องไม่ได้กำหนดหรือวางแผนว่าจะสังเกตอะไร อย่างไร เมื่อมีพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นก็สังเกตและจดบันทึกไว้ทั้งหมดหรืออาจจะเฝ้าดูอย่างมีแผนการกำหนดไว้แน่นอนว่าจะสังเกตอะไรบ้างและสังเกตอย่างไร
2. การสัมภาษณ์ เป็นการพูดคุยซักถามกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนมีการซักถามโต้ตอบซึ่งกันและกัน การสัมภาษณ์อาจทำได้ 2 แบบเช่นเดียวกัน คือ แบบไม่มีแบบแผนและแบบมีแผน โดยเฉพาะแบบมีแผนนั้นจะกระทำเพื่อหาข้อมูลบางอย่างโดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน
3. การให้ปฏิบัติ เป็นการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติให้ดูว่าสามารถทำได้ตามที่เรียนรู้หรือไม่
4. การศึกษากรณี เป็นเทคนิคการศึกษาแก้ปัญหาหรือปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยละเอียดลึกซึ้งเป็นราย ๆ ไป
5. การให้จินตนาการ เป็นเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาที่สร้างขึ้นเพื่อลดความรู้สึกนึกคิดของผู้ถูกวัดออกมาอย่างไม่ให้เจ้าตัวรู้สึกและให้เจ้าตัวเห็นว่าเป็นความรู้สึกหรือปฏิกิริยาของคนอื่น การวัดและการประเมินผลด้วยวิธีนี้มักใช้วัดทางด้านบุคลิกภาพ
6. การใช้แบบสอบถาม เป็นวิธีที่จะต้องมีแบบสอบถามเป็นชุดของคำถามที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระบบระเบียบพร้อมที่จะส่งให้ผู้ตอบอ่านและตอบด้วยตนเองคำถามที่ใช้จะเป็นคำถามที่ใช้ถามข้อเท็จจริงและความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การประเมินผลตามระบบการวัดผล
1. การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม  เป็นการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบผลงานหรือคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับผู้เรียนคนอื่นๆในกลุ่มเดียวกันโดยใช้งานหรือแบบทดสอบชนิดเดียวกันหรือฉบับเดียวกัน จุดมุ่งหมายหลักของการประเมินผลแบบนี้เพื่อต้องการจำแนกหรือจัดลำดับบุคคลในกลุ่มนั้นๆตามความสามารถตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุดโดยยึดระดับผลสัมฤทธิ์
2. การประเมินแบบอิงเกณฑ์ เป็นการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อดูว่างานหรือการสอบของผู้เรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใดโดยไม่คำนึงถึงอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
การประเมินผลตามสภาพจริง
ลักษณะสำคัญของการประเมินผลตามสภาพจริงมีอยู่ด้วยกัน 4 ประการดังนี้
1. ประเมินในสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติจริงหรือกระทำจริงได้
2. กำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินไว้ให้ชัดเจน
3. การประเมินตามสภาพจริง จะต้องทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่
4. การประเมินตามสภาพจริงจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาในการแสดงออกอย่างเต็มที่
แนวทางในการวัดการประเมินตามสภาพจริง
เพื่อให้เห็นแนวทางของการวัดการประเมินตามสภาพจริงจึงกล่าวสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้
1.       การวัดผลจะต้องใช้หลายๆวิธีในการวัด
2.       จะต้องมีการจัดทำแฟ้มสะสมงาน
     3.การวัดผลต่างๆที่เกิดขึ้นในระดับชั้นต่างๆในตัวผู้เรียนแต่ละคนจะต้องตอบให้ได้ว่าบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงไร
3.1 เป้าหมายระดับชาติ
3.2 เป้าหมายระดับท้องถิ่น
3.3 เป้าหมายของตนเอง
               4. แนวทางในการวัด เน้นการวัดที่ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนหรือการวัดมุ่งจะปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน
          เครื่องมือการประเมินผลตามสภาพจริง
          1. การประเมินการแสดงออก
          2. การประเมินกระบวนการและผลผลิต
          การประเมินแฟ้มสะสมงาน
          3.1 ความหมายของแฟ้มสะสมงาน
               แฟ้มสะสมงาน หมายถึง สิ่งที่เก็บรวบรวมผลงานหรือตัวอย่างของผลงานหรือหลักฐานที่แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ ความพยายาม หรือความถนัดของบุคคลหรือประเด็นสำคัญที่ต้องจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ
          3.2 ลักษณะเด่นของการประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน
               การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงานมีลักษณะเด่นที่สำคัญดังต่อไปนี้
                    3.2.1 เพิ่มแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียน
                    3.2.2 พัฒนาทักษะทางวิชาการระดับสูงแก่นักเรียน
                    3.2.3 พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อให้งานสำเร็จ
                    3.2.4 เป็นการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้จากนามธรรมไปสู่รูปธรรม
                    3.2.5 แสดงพัฒนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่องและนักเรียนได้ปรับปรุงงานตลอดเวลา
                    3.2.6 วัดความสามารถของนักเรียนได้หลายด้าน
                    3.2.7 เป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนประจำวันที่มีประโยชน์ต่อนักเรียนในสภาพชีวิตจริง
                    3.2.8 นักเรียนมีความตระหนักในกระบวนการและยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมในการเรียน การแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการเก็บรวบรวมข้อมูล
                    3.2.9 นักเรียนได้มีโอกาสในการแสดงสร้างสรรค์ผลิตหรือทำงานด้วยตัวเอง
          3.3 ประเภทของแฟ้มสะสมงาน
                    3.3.1 แฟ้มสะสมงานส่วนบุคคล
                    3.3.2 แฟ้มสะสมงานวิชาชีพ
                    3.3.3 แฟ้มสะสมงานวิชาการ
                    3.3.4 แฟ้มสะสมงานสำหรับโครงการ
          3.4 องค์ประกอบของแฟ้มสะสมงาน
                    3.4.1 จุดมุ่งหมาย
                    3.4.2 หลักฐานหรือชิ้นงาน
                    3.4.3 การประเมินตนเอง
                    3.4.4 เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกต่อชิ้นงาน
                    3.4.5 การประเมินแฟ้มสะสมงาน
          3.5 ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงาน
                    3.5.1 ใช้ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
                    3.5.2 ทำหน้าที่ในการสะท้อนความสามารถรวมออกมาเป็นผลงานชิ้นสุดท้าย
                    3.5.3 แฟ้มสะสมงานจะทำให้ครูสามารถหาจุดเด่นของนักเรียนได้มากกว่าจุดด้อย
                    3.5.4 ทำหน้าที่สำคัญในการแจ้งผลสำเร็จของนักเรียนให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ
                    3.5.5 การเก็บสะสมงาน 
         ข้อควรคำนึงถึงในการประเมินผลตามสภาพจริง
          1.เป็นการประเมินที่กระทำไปพร้อมกับการจัดการเรียนรู้และการเรียนรู้ของผู้เรียน
          2.เป็นการประเมินที่ยึดพฤติกรรมเป็นสำคัญซึ่งแสดงออกมาจริง
          3.ให้ความสำคัญในการพัฒนาจุดเด่นของผู้เรียน
          4.เน้นการพัฒนาผู้เรียนและการประเมินตนเอง
          5.ตั้งอยู่บนพื้นฐานเหตุการณ์ในชีวิตจริง
          6.มีการเก็บข้อมูลระหว่างการปฏิบัติในทุกบริบท
          7.เน้นคุณภาพของผลงาน
          8.เน้นการวัดความสามารถในการคิดระดับสูง
          9.ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์เชิงบวก
          10.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินผลการเรียน

การทดสอบและการให้เกรด
          1.จำแนกตามลักษณะการกระทำ
            1.1 แบบทดสอบแบบให้ลงมือทำ
            1.2 แบบทดสอบแบบเขียนตอบ
            1.3 แบบทดสอบปากเปล่า
          2. จำแนกตามสมรรถภาพที่ใช้วัด
            2.1 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์
                 2.1.1 แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างเอง
                 2.2.2 แบบทดสอบมาตรฐาน
            2.2 แบบทดสอบความถนัด
            2.3 แบบทดสอบบุคลิกภาพและสถานภาพทางสังคม
          3. จำแนกตามลักษณะการตอบ
            3.1 แบบทดสอบความเรียง
            3.2 แบบทดสอบปรนัย

          กล่าวโดยสรุปแล้วแบบทดสอบหรือข้อสอบที่นิยมใช้ในการเรียนการสอนทั้งแบบทดสอบแบบอัตนัยหรือความเรียงและแบบทดสอบแบบปรนัยต่างมีข้อดีและข้อจำกัดด้วยกันทั้งคู่ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่นำไปใช้

สรุป
          การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนจะทำให้ทางผู้สอนและผู้เรียนปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ เพราะการประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนอาศัยการประเมินตัวต่อตัว ประเมินกลุ่มย่อยและการทดลองภาคสนาม การออกแบบการเรียนการสอนจะทำให้การประเมินในลักษณะนี้มีความชัดเจนขึ้นและใช้การประเมินแบบอิงเกณฑ์ โดยประเมินผู้เรียนแต่ละคนเปรียบเทียบกับจุดประสงค์หรือจุดหมายและระดับคุณภาพที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างนิสัยที่พึงปรารถนาให้แก่ผู้เรียนอีกด้วย ที่จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเป็นพื้นฐานแล้ว ผู้เรียนจะติดนิสัยการให้ความร่วมมือกันจะทำให้สังคมได้เยาวชนและผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่างๆที่เห็นแก่ส่วนรวม มีความเป็นประชาธิปไตย ยอมรับความคิดเห็นและปฏิบัติตามมติของกลุ่มแม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วย รู้จักช่วยให้กลุ่มประสบความสำเร็จในงาน โรงงานบางอย่างบางประเภทไม่อาจทำสำเร็จได้โดยลำพังผู้เดียว ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนกลุ่มที่มีการแข่งขันกันนั้นควรจะเป็นการเสริมแรงทางบวก คือ การแข่งขันกับตนเองเพื่อที่จะเอาชนะใจตนเองมีวินัยในตนเองและพัฒนาตนเองในที่สุด