วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

บทที่ 7 การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน

บทที่ 7
 การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน (Evaluation to Improve Teaching)


การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน การประเมินการเรียนรู้ของตนเอง โดยกำหนดค่าคะแนนจากการวิเคราะห์การประเมินการเรียนรู้ด้านความรู้ของบลูม การประเมินตามสภาพจริงและการประเมินจากแฟ้มสะสมงานเป็นการตรวจสอบการบรรลุจุดหมายการเรียนรู้
การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอนมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการทบทวนตนเองหลังการสอน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนการเรียนการสอน ระหว่างการสอน และหลังจากสอนจนจบบทเรียนแล้ว การจัดกระบวนการพัฒนาการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เสนอแนวคิดในการพัฒนาโดยใช้วิธีจัดองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ 

องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน

          วงกลมชั้นที่ 1 องค์ประกอบที่มีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่ใจกลางภาคเป็นจุดศูนย์รวมของกิจกรรมทุกอย่างในชั้นเรียนและในโรงเรียน การเรียนรู้ของผู้เรียนได้รับอิทธิพลโดยตรงจากองค์ประกอบที่อยู่ในวงกลมชั้นที่ ประกอบด้วยหลักสูตร-เนื้อหาของสิ่งที่สอน วิธีการสอน-ที่ใช้และการวัดผล (แบบวินิจฉัย) การเรียนรู้ของผู้เรียน
          Glickman (1998) เสนอแนะว่าให้ดูจุดศูนย์กลางของวงกลมต่างๆที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน ศูนย์กลางคือเป้าหมาย วงกลมในสมุดเป็นความพยายามของชั้นเรียนและโรงเรียนที่จะพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนทุกคน วงกลมชั้นที่ การเรียนรู้ของผู้เรียนสัมพันธ์กันโดยตรงกับเนื้อหาที่นำมาสอน วิธีการสอน และกลวิธีที่นำมาใช้ในการประเมิน
          วงกลมชั้นที่ องค์ประกอบซึ่งจัดระบบภาระงานของผู้นำ (การเรียนรู้) ที่ทำต่อครูผู้สอน ซึ่งการปรับปรุงการสอนในชั้นเรียนประกอบด้วยจุดมุ่งเน้น แนวทางที่จะทำร่วมกับครูและโครงสร้างและรูปแบบ เพื่อจัดระบบภาระงานการปรับปรุงการสอน
          จากภาพวงกลมชั้นที่ ศูนย์กลางเดียวกันกับวงกลมได้เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนในชั้นเรียน ที่จุดเน้นที่ผู้สอนกำหนดให้เป็นเป้าหมายการเรียนรู้ ต่อมาพิจารณาแนวทาง-วิธีการดำเนินการระหว่างบุคคล ซึ่งจะใช้กับครูที่จัดการสอนในชั้นเรียนโดยตรง และโครงสร้างและรูปแบบของวิธีการต่างๆ ได้แก่ การนิเทศแบบคลินิก เพื่อนแนะเพื่อน เพื่อผู้ติดชม และกลุ่มวิจัยเชิงปฏิบัติการตามตารางที่กำหนดพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก
          วงกลมชั้นที่ 3 องค์ประกอบซึ่งส่งเสริมให้การดำเนินงานครอบคลุมบริบทการปรับปรุงการสอน ประกอบด้วย ลำดับความสำคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ที่ได้จากวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโรงเรียน แผนการพัฒนาวิชาชีพ ทรัพยากรและระยะเวลา และการประเมินผลวิธีการและสิ่งที่ผู้เรียนกำลังเรียนรู้อยู่ และวิธีการใช้ข้อมูลจากการประเมินเป็นแนวทางในการดำเนินงานจำเป็นเร่งด่วนของโรงเรียนต่อไป
          จากภาพวงกลมชั้นที่ 3 อิทธิพลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระบวนการปฏิรูปการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนทั้งหมดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ที่เป็นลำดับความสำคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ถัดมาเป็นการพัฒนาด้านวิชาชีพครู โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งไปที่ครูทุกคน และสุดท้ายการประเมินผลทางการประเมินระหว่างภาคเรียนและปลายภาคเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งหมด
          Glickman, Carl D (2002  นักแปลเครือข่ายของกรมวิชาการ  2546 : 131สรุปคำถามนำเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับภาพองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนดังต่อไปนี้
          1.เป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร จะบรรลุเป้าหมายของโรงเรียนได้อย่างไร และใช้เป้าหมายนี้อย่างไร
          2.แผนพัฒนาวิชาชีพครูที่สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร แผนนี้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกตรวจสอบการสอนของผู้สอนและการเรียนของผู้เรียนได้อย่างไร
          3.ประเมินความก้าวหน้าทั้งหมดมุ่งสู่เป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งโรงเรียนได้อย่างไร
          4.อะไรคือจุดมุ่งเน้นในการสอนและการเรียนรู้ที่ผู้สอนทุกคนต้องปฏิบัติ
          5.จะใช้รูปแบบการนิเทศแบบใดและเครื่องมือใด
          6.จะใช้วิธีการอะไรในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
          7.ผู้สอนแต่ละคนจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
          8.ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนอย่างไร
          9.ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนเนื้อหาที่สอนอย่างไร
          การใช้คำถามนำนี้จะต้องคิดพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบอาจด้วยตนเองหรือร่วมกันในการวางแผนเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการสอน พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพและการพัฒนาการศึกษาให้สูงขึ้นเป็นที่น่าพึงพอใจ

การทบทวนตนเองหลังการสอนที่มีคุณภาพ
          การทบทวนตนเองหลังการสอนเป็นกระบวนการที่เหมาะกับการปฏิบัติงานในอาชีพเพราะเป็นกระบวนการที่ควรปฏิบัติเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ กระบวนการนี้ไม่ใช่จะจำเป็นเฉพาะกับการสอนที่ดีเท่านั้นแต่ยังเป็นความจำเป็นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ด้วย บอเมสเตอร์  กล่าวว่า ชีวิตมีความหมายเมื่อเราสนองความต้องการ 4 ประการเหล่านี้ได้แก่ 1)ด้านวัตถุประสงค์  2) ด้านค่านิยม  3) ด้านประสิทธิผล และ 4) ด้านความพึงพอใจในตนเอง
          ความเข้าใจ” ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการสนทนากับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องการสอนแต่เกี่ยวข้องกับการได้ความรู้จากการสนทนากับเพื่อนครูด้วยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกันกระบวนการนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องการความเป็นคนช่างสังเกต ต้องสังเกตความเป็นไปในอาชีพถ้าเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นต้องหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เช่น ต้องสังเกตเห็นว่าเด็กคนไหนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา เด็กคนไหนจับดินสอไม่ถูกวิธี คนไหนรักการอ่าน คนไหนเก่งทดลองวิทยาศาสตร์และคนไหนใช้เครื่องบันทึกเทปได้เก่ง
          การทบทวนตนเองสอนจนเป็นเรื่อง “การทำความเข้าใจ” 

          รูปแบบการสะท้อนความคิดนี้มีลักษณะเด่น 4 ประการ คือ เป็นวงจรมีความยืดหยุ่น มีประเด็นที่เน้นและมีลักษณะเป็นองค์รวม
          1. มีลักษณะเป็นวงจร การทบทวนตนเองและการปฏิบัติเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องกันเป็นวงจร เมื่อกระบวนการเริ่มแล้วจะไม่มีการถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือการทบทวนตนเองหลังการสอน จะนำเราไปสู่วงจรใหม่ที่ปรับปรุงแล้วต่อไป
          2. มีความยืดหยุ่น รูปแบบที่จะนำมาช้าจำเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่น จะต้องไม่เป็นแบบที่มีลักษณะเป็นขั้นตอน เหตุผลที่เป็นเช่นนี้มีอยู่ 2 ประการคือ
          ประการแรก การทบทวนตนเองหลังการสอนมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน
          ประการที่สอง  รูปแบบการทบทวนตนเองต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ การปรับปรุงการเรียนการสอนไม่จำเป็นต้องดำเนินไปในรูปแบบที่คงที่และมีขั้นตอนเป็นลำดับ
          3. มีประเด็นที่เน้น การมีความยืดหยุ่นไม่ได้หมายความว่าจะคิดวกวนอยู่กับปัญหาเกี่ยวกับการสอนหรือวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าวโดยหวังว่าคงจะพบทางออกเอง การคิดจะต้องมีประเด็นที่เน้นและมีทิศทางเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย
          4. มีลักษณะเป็นองค์รวม จากรูปนี้เราจะมองเห็นการเรียนการสอนภาพรวม เห็นการเชื่อมโยงค่านิยมในวิชาชีพเข้ากับการปฏิบัติ การเชื่อมโยงการสอนเข้ากับความตั้งใจของครูที่จะพัฒนาการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพทำให้ครูเห็นว่าไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปแบบนี้ทำงานอยู่ในสภาพหยุดการเปลี่ยนแปลงแต่เป็นการทำงานอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและมักจะมีความไม่แน่นอนรวมอยู่ด้วย

การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน
          การประเมินการเรียนรู้ จะต้องให้ข้อมูลย้อนกลับการจัดการเรียนรู้บรรลุพันธกิจหรือไม่ มีความจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง การบรรลุเป้าหมายของโปรแกรมการศึกษา การประเมินเพื่อพัฒนาประสิทธิผลในการจัดการเรียนรู้ 

Ghaye, T (1995) เสนอแนวคิดการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนจะต้องพิจารณาคำถาม 5 ข้อ คือ
          1.คำถามเกี่ยวกับเวลา
          2. คำถามเกี่ยวกับขนาดของงาน
          3.ถามเกี่ยวกับความไม่แน่นอน
          4.ถามเกี่ยวกับการเมืองในโรงเรียน
          5.คำถามเกี่ยวกับการลงลึกในการปฏิบัติการ
         
          การประเมินที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีความชัดเจนของจุดมุ่งหมาย
          จุดมุ่งหมายในการเรียนรู้เป็นข้อความเกี่ยวกับการศึกษาที่แสดงถึงความมุ่งมั่น/เจตนาที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นต้น
          วัตถุประสงค์การเรียนรู้มีความเฉพาะให้รายละเอียดที่ได้มาจากจุดมุ่งหมาย ใช้เขียนบรรยายกิจกรรมพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องกระทำ
          ผลการเรียนรู้ เป็นชุดรายละเอียดที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้หลังจากได้เรียนในรายวิชาหรือหน่วยการเรียนในหลักสูตรรายวิชา ผลการเรียนรู้ว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จขั้นต่ำของผู้เรียนที่แสดงออกเป็นรูปธรรมได้
          ความสัมพันธ์ของจุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ และผลการเรียนรู้ เขียนในรูปวัฏจักรการประเมินการเรียนรู้ 

รูปแบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิด Outcome Driven Model
การตรวจสอบความเข้าใจและการสรุปความรู้ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการเรียนรู้ ใช้แนวทางการประเมินการเรียนรู้ตามแนวคิด Outcome Driven Model

หลักการประเมินผลการเรียนรู้
          การประเมินผลการเรียนรู้นั้นควรจะเป็นกระบวนการที่มีหลักการมารองรับเสมอ หลักการที่จะควบคุมกระบวนการการประเมินผลการเรียนรู้มีดังต่อไปนี้
          1.การประเมินผลต้องยึดตามจุดประสงค์การสอนที่ชัดเจน
          2.ขั้นตอนและเทคนิคในการประเมินผลควรเลือกตามจุดประสงค์ในการประเมิน
          3.การประเมินผลควรเป็นที่เข้าใจได้
          4.การประเมินผลควรทำอย่างต่อเนื่อง
          5.การประเมินผลควรระบุจุดอ่อนจุดแข็งและใช้งานได้
          6.การประเมินผลควรเป็นความพยายามร่วมกัน
          7.การประเมินผลควรจะมีความละเอียดรอบคอบ

การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร
          นิยาม “การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร”
          การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร คือ การให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามกิจกรรมที่ออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่ใช้ จากนั้นนำผลการทดสอบไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการจำเป็นของนักเรียน ผู้สอนนำผลการประเมินตามหลักสูตรมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนการสอนของตนเอง เพื่อช่วยผู้เรียนให้พร้อมที่จะเรียนเรื่องต่อไป หรือกรณีที่ผู้เรียนที่มีความพร้อมและต้องการเจ้าหน้ายิ่งขึ้น นักการศึกษาใช้การประเมินตามหลักสูตรเพื่อช่วยให้อัตราการพัฒนาการเรียนการสอนสูงขึ้นได้รวมถึงการปรับปรุงสื่อการเรียนการสอนด้วยการสังเกตและบันทึกการปฏิบัติของนักเรียนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา ข้อมูลต่างๆที่เก็บรวบรวมได้จะช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน ในการประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรนั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับการสอนขึ้นอยู่กับข้อมูลย้อนกลับที่ได้จากการประเมินความสามารถของผู้เรียนที่ระบุไว้ในหลักสูตร เป้าหมายแรกคือแนวทางในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนการสอนตรงกับความต้องการของผู้เรียนอันเป็นการเพิ่มโอกาสที่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
          การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรมีจุดเด่นที่บอกถึงภาระงานใดที่ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถตามที่หลักสูตรกำหนด การเลือกภาระงาน และกระบวนการใช้คะแนนมาตรฐาน และการบริหาร ใช้การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างไรนั้นก็แล้วแต่สถานการณ์ อาจใช้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรให้โปรไฟล์ของผู้เรียนได้ทั้งในระดับรายบุคคล ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนี้ข้อมูลจากการประเมินตามหลักสูตรสามารถใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ ที่ใช้เปรียบเทียบคะแนนของผู้เรียนรายบุคคลมาหรือใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียน อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนที่สัมพันธ์สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
          การประเมินผลการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษากรอบที่ใช้ในการอ้างอิงทฤษฎีและแนวปฏิบัติที่เป็นผลการศึกษาวิจัยของเดวิด นิโคล สรุปเป็นหลักการประเมินผลและการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ดี 10 ข้อดังนี้
          1.ให้ความชัดเจนว่าการปฏิบัติงานที่ดีเป็นอย่างไร
          2.ให้ “เวลาและความพยายาม” กับการเรียนรู้สิ่งที่ท้าทาย
          3.ให้ข้อมูลย้อนกลับคุณภาพสูงที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตนเอง
          4.สร้างความเชื่อที่เป็นแรงบันดาลใจและความเคารพตนเองในทางบวก
          5.สนับสนุนให้มีการปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยในเรื่องการเรียนการสอน
          6.อำนวยความสะดวกในการพัฒนาการประเมินตนเองและการสะท้อนความคิดทางด้านการเรียน
          7.ให้โอกาสผู้เรียนเลือกการประเมินผล-เนื้อหาและกระบวนการ
          8. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการประเมินผลและการปฏิบัติ
          9.สนับสนุนการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้
          10.ช่วยครูผู้สอนในการปรับการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน
          ดังนั้นการประเมินผลจะมีหลักการ กระบวนการการประเมินการเรียนรู้ดังต่อไปนี้
           1. การประเมินผลต้องยึดตามจุดประสงค์การสอนที่ชัดเจน
           2.ขั้นตอนและเทคนิคในการประเมินผลควรเลือกตามจุดประสงค์ในการประเมิน
           3.การประเมินผลควรเป็นที่เข้าใจได้ตรงกัน
           4.การประเมินผลควรทำอย่างต่อเนื่อง
           5.การประเมินผลควรระบุจุดอ่อนจุดแข็งและใช้งานได้
           6.การประเมินผลควรเป็นความพยายามร่วมกัน
           7.การประเมินผลควรจะมีความละเอียดรอบคอบ

 การวัดและการประเมินผล
          จุดประสงค์ของการวัดและการประเมินผล
          การวัดและการประเมินผลการศึกษาหรือการเรียนการสอนหรือที่ในปัจจุบันใช้คำว่าการจัดการเรียนรู้เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ดังต่อไปนี้
          1. การจัดตำแหน่ง เป็นการวัดและการประเมินผลโดยใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อจัดหรือแบ่งประเภทผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความสามารถอยู่ตรงระดับไหนของกลุ่มเก่ง ปานกลาง หรืออ่อน มากน้อยเท่าใด ซึ่งสามารถใช้ได้หลายๆกรณี
          2. การวินิจฉัย การวัดและการประเมินผลที่เป็นไปเพื่อการวินิจฉัยว่าผู้เรียนคนใดมีความสามารถทางด้านใดและเมื่อสอนไปแล้วในแต่ละวิชามีส่วนใดที่ผู้เรียนเข้าใจชัดเจนถูกต้องหรือไม่เข้าใจ เข้าใจยังไม่ถูกต้อง ผู้สอนจะได้สอนหรือแนะนำทำความเข้าใจใหม่ได้ถูกต้อง
          3. การเปรียบเทียบ จุดประสงค์ของการวัดและการประเมินผลในข้อนี้เป็นไปเพื่อการเปรียบเทียบความเจริญงอกงามหรือพัฒนาการของการเรียนรู้ของผู้เรียน  หลังจากนั้นเมื่อเลิกเรียนไปแล้วระยะหนึ่งหรือเมื่อเรียนจนจบแล้วผู้สอนอาจจะสอบเพื่อวัดและประเมินผลอีกครั้งว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
          4. การพยากรณ์ เป็นการวัดหรือประเมินผลเพื่อช่วยในการพยากรณ์ทำนายหรือคาดการณ์และแนะนำว่าผู้เรียนคนนั้นควรจะเป็นอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จและสอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดหรือความสนใจของแต่ละบุคคล
          5. การป้อนผลย้อนกลับ เป็นการวัดและประเมินผลเพื่อนำผลประเมินที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุง การจัดการเรียนการสอนในครั้งต่อๆไป ผลย้อนกลับนี้มีได้ทั้งส่วนที่เป็นของผู้สอนและส่วนที่เป็นของผู้เรียน
          6. การเรียนรู้ เป็นการวัดและการประเมินผลที่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นตัวกระตุ้นในรูปแบบต่างๆที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีและยังทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดีของผู้เรียนอีกด้วย
          เครื่องมือและเทคนิควิธีที่ใช้ในการวัดและการประเมินผล
          เครื่องมือและเทคนิควิธีที่ใช้ในการวัดและการประเมินผลการเรียนการสอนนั้นมีมากมายหลายชนิดแต่ที่รู้จักและนิยมใช้กันเป็นส่วนมาก ได้แก่
          1. การสังเกต เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของผู้สังเกต สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในสภาพการณ์ที่เป็นจริงทั้งในและนอกห้องเรียน การสังเกตโดยทั่วๆไปเป็นการเฝ้าดูพฤติกรรมต่างๆของผู้ถูกสังเกตซึ่งอาจจะเฝ้าดูไปตามเรื่องไม่ได้กำหนดหรือวางแผนว่าจะสังเกตอะไร อย่างไร เมื่อมีพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นก็สังเกตและจดบันทึกไว้ทั้งหมดหรืออาจจะเฝ้าดูอย่างมีแผนการกำหนดไว้แน่นอนว่าจะสังเกตอะไรบ้างและสังเกตอย่างไร
2. การสัมภาษณ์ เป็นการพูดคุยซักถามกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนมีการซักถามโต้ตอบซึ่งกันและกัน การสัมภาษณ์อาจทำได้ 2 แบบเช่นเดียวกัน คือ แบบไม่มีแบบแผนและแบบมีแผน โดยเฉพาะแบบมีแผนนั้นจะกระทำเพื่อหาข้อมูลบางอย่างโดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน
3. การให้ปฏิบัติ เป็นการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติให้ดูว่าสามารถทำได้ตามที่เรียนรู้หรือไม่
4. การศึกษากรณี เป็นเทคนิคการศึกษาแก้ปัญหาหรือปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยละเอียดลึกซึ้งเป็นราย ๆ ไป
5. การให้จินตนาการ เป็นเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาที่สร้างขึ้นเพื่อลดความรู้สึกนึกคิดของผู้ถูกวัดออกมาอย่างไม่ให้เจ้าตัวรู้สึกและให้เจ้าตัวเห็นว่าเป็นความรู้สึกหรือปฏิกิริยาของคนอื่น การวัดและการประเมินผลด้วยวิธีนี้มักใช้วัดทางด้านบุคลิกภาพ
6. การใช้แบบสอบถาม เป็นวิธีที่จะต้องมีแบบสอบถามเป็นชุดของคำถามที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระบบระเบียบพร้อมที่จะส่งให้ผู้ตอบอ่านและตอบด้วยตนเองคำถามที่ใช้จะเป็นคำถามที่ใช้ถามข้อเท็จจริงและความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การประเมินผลตามระบบการวัดผล
1. การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม  เป็นการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบผลงานหรือคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับผู้เรียนคนอื่นๆในกลุ่มเดียวกันโดยใช้งานหรือแบบทดสอบชนิดเดียวกันหรือฉบับเดียวกัน จุดมุ่งหมายหลักของการประเมินผลแบบนี้เพื่อต้องการจำแนกหรือจัดลำดับบุคคลในกลุ่มนั้นๆตามความสามารถตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุดโดยยึดระดับผลสัมฤทธิ์
2. การประเมินแบบอิงเกณฑ์ เป็นการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อดูว่างานหรือการสอบของผู้เรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใดโดยไม่คำนึงถึงอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
การประเมินผลตามสภาพจริง
ลักษณะสำคัญของการประเมินผลตามสภาพจริงมีอยู่ด้วยกัน 4 ประการดังนี้
1. ประเมินในสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติจริงหรือกระทำจริงได้
2. กำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินไว้ให้ชัดเจน
3. การประเมินตามสภาพจริง จะต้องทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่
4. การประเมินตามสภาพจริงจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาในการแสดงออกอย่างเต็มที่
แนวทางในการวัดการประเมินตามสภาพจริง
เพื่อให้เห็นแนวทางของการวัดการประเมินตามสภาพจริงจึงกล่าวสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้
1.       การวัดผลจะต้องใช้หลายๆวิธีในการวัด
2.       จะต้องมีการจัดทำแฟ้มสะสมงาน
     3.การวัดผลต่างๆที่เกิดขึ้นในระดับชั้นต่างๆในตัวผู้เรียนแต่ละคนจะต้องตอบให้ได้ว่าบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงไร
3.1 เป้าหมายระดับชาติ
3.2 เป้าหมายระดับท้องถิ่น
3.3 เป้าหมายของตนเอง
               4. แนวทางในการวัด เน้นการวัดที่ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนหรือการวัดมุ่งจะปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน
          เครื่องมือการประเมินผลตามสภาพจริง
          1. การประเมินการแสดงออก
          2. การประเมินกระบวนการและผลผลิต
          การประเมินแฟ้มสะสมงาน
          3.1 ความหมายของแฟ้มสะสมงาน
               แฟ้มสะสมงาน หมายถึง สิ่งที่เก็บรวบรวมผลงานหรือตัวอย่างของผลงานหรือหลักฐานที่แสดงถึงผลสัมฤทธิ์ ความสามารถ ความพยายาม หรือความถนัดของบุคคลหรือประเด็นสำคัญที่ต้องจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ
          3.2 ลักษณะเด่นของการประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน
               การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงานมีลักษณะเด่นที่สำคัญดังต่อไปนี้
                    3.2.1 เพิ่มแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียน
                    3.2.2 พัฒนาทักษะทางวิชาการระดับสูงแก่นักเรียน
                    3.2.3 พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อให้งานสำเร็จ
                    3.2.4 เป็นการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้จากนามธรรมไปสู่รูปธรรม
                    3.2.5 แสดงพัฒนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่องและนักเรียนได้ปรับปรุงงานตลอดเวลา
                    3.2.6 วัดความสามารถของนักเรียนได้หลายด้าน
                    3.2.7 เป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนประจำวันที่มีประโยชน์ต่อนักเรียนในสภาพชีวิตจริง
                    3.2.8 นักเรียนมีความตระหนักในกระบวนการและยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมในการเรียน การแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการเก็บรวบรวมข้อมูล
                    3.2.9 นักเรียนได้มีโอกาสในการแสดงสร้างสรรค์ผลิตหรือทำงานด้วยตัวเอง
          3.3 ประเภทของแฟ้มสะสมงาน
                    3.3.1 แฟ้มสะสมงานส่วนบุคคล
                    3.3.2 แฟ้มสะสมงานวิชาชีพ
                    3.3.3 แฟ้มสะสมงานวิชาการ
                    3.3.4 แฟ้มสะสมงานสำหรับโครงการ
          3.4 องค์ประกอบของแฟ้มสะสมงาน
                    3.4.1 จุดมุ่งหมาย
                    3.4.2 หลักฐานหรือชิ้นงาน
                    3.4.3 การประเมินตนเอง
                    3.4.4 เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกต่อชิ้นงาน
                    3.4.5 การประเมินแฟ้มสะสมงาน
          3.5 ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงาน
                    3.5.1 ใช้ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
                    3.5.2 ทำหน้าที่ในการสะท้อนความสามารถรวมออกมาเป็นผลงานชิ้นสุดท้าย
                    3.5.3 แฟ้มสะสมงานจะทำให้ครูสามารถหาจุดเด่นของนักเรียนได้มากกว่าจุดด้อย
                    3.5.4 ทำหน้าที่สำคัญในการแจ้งผลสำเร็จของนักเรียนให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ
                    3.5.5 การเก็บสะสมงาน 
         ข้อควรคำนึงถึงในการประเมินผลตามสภาพจริง
          1.เป็นการประเมินที่กระทำไปพร้อมกับการจัดการเรียนรู้และการเรียนรู้ของผู้เรียน
          2.เป็นการประเมินที่ยึดพฤติกรรมเป็นสำคัญซึ่งแสดงออกมาจริง
          3.ให้ความสำคัญในการพัฒนาจุดเด่นของผู้เรียน
          4.เน้นการพัฒนาผู้เรียนและการประเมินตนเอง
          5.ตั้งอยู่บนพื้นฐานเหตุการณ์ในชีวิตจริง
          6.มีการเก็บข้อมูลระหว่างการปฏิบัติในทุกบริบท
          7.เน้นคุณภาพของผลงาน
          8.เน้นการวัดความสามารถในการคิดระดับสูง
          9.ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์เชิงบวก
          10.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินผลการเรียน

การทดสอบและการให้เกรด
          1.จำแนกตามลักษณะการกระทำ
            1.1 แบบทดสอบแบบให้ลงมือทำ
            1.2 แบบทดสอบแบบเขียนตอบ
            1.3 แบบทดสอบปากเปล่า
          2. จำแนกตามสมรรถภาพที่ใช้วัด
            2.1 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์
                 2.1.1 แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างเอง
                 2.2.2 แบบทดสอบมาตรฐาน
            2.2 แบบทดสอบความถนัด
            2.3 แบบทดสอบบุคลิกภาพและสถานภาพทางสังคม
          3. จำแนกตามลักษณะการตอบ
            3.1 แบบทดสอบความเรียง
            3.2 แบบทดสอบปรนัย

          กล่าวโดยสรุปแล้วแบบทดสอบหรือข้อสอบที่นิยมใช้ในการเรียนการสอนทั้งแบบทดสอบแบบอัตนัยหรือความเรียงและแบบทดสอบแบบปรนัยต่างมีข้อดีและข้อจำกัดด้วยกันทั้งคู่ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่นำไปใช้

สรุป
          การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนจะทำให้ทางผู้สอนและผู้เรียนปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ เพราะการประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนอาศัยการประเมินตัวต่อตัว ประเมินกลุ่มย่อยและการทดลองภาคสนาม การออกแบบการเรียนการสอนจะทำให้การประเมินในลักษณะนี้มีความชัดเจนขึ้นและใช้การประเมินแบบอิงเกณฑ์ โดยประเมินผู้เรียนแต่ละคนเปรียบเทียบกับจุดประสงค์หรือจุดหมายและระดับคุณภาพที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างนิสัยที่พึงปรารถนาให้แก่ผู้เรียนอีกด้วย ที่จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเป็นพื้นฐานแล้ว ผู้เรียนจะติดนิสัยการให้ความร่วมมือกันจะทำให้สังคมได้เยาวชนและผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่างๆที่เห็นแก่ส่วนรวม มีความเป็นประชาธิปไตย ยอมรับความคิดเห็นและปฏิบัติตามมติของกลุ่มแม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วย รู้จักช่วยให้กลุ่มประสบความสำเร็จในงาน โรงงานบางอย่างบางประเภทไม่อาจทำสำเร็จได้โดยลำพังผู้เดียว ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่วนกลุ่มที่มีการแข่งขันกันนั้นควรจะเป็นการเสริมแรงทางบวก คือ การแข่งขันกับตนเองเพื่อที่จะเอาชนะใจตนเองมีวินัยในตนเองและพัฒนาตนเองในที่สุด


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น