บทที่ 7
การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน (Evaluation to
Improve Teaching)
การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน การประเมินการเรียนรู้ของตนเอง
โดยกำหนดค่าคะแนนจากการวิเคราะห์การประเมินการเรียนรู้ด้านความรู้ของบลูม
การประเมินตามสภาพจริงและการประเมินจากแฟ้มสะสมงานเป็นการตรวจสอบการบรรลุจุดหมายการเรียนรู้
การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอนมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการทบทวนตนเองหลังการสอน
ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งก่อนการเรียนการสอน ระหว่างการสอน
และหลังจากสอนจนจบบทเรียนแล้ว
การจัดกระบวนการพัฒนาการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
เสนอแนวคิดในการพัฒนาโดยใช้วิธีจัดองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ
องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
วงกลมชั้นที่ 1 องค์ประกอบที่มีผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
ซึ่งการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่ใจกลางภาคเป็นจุดศูนย์รวมของกิจกรรมทุกอย่างในชั้นเรียนและในโรงเรียน
การเรียนรู้ของผู้เรียนได้รับอิทธิพลโดยตรงจากองค์ประกอบที่อยู่ในวงกลมชั้นที่ 1 ประกอบด้วยหลักสูตร-เนื้อหาของสิ่งที่สอน
วิธีการสอน-ที่ใช้และการวัดผล (แบบวินิจฉัย) การเรียนรู้ของผู้เรียน
Glickman (1998) เสนอแนะว่าให้ดูจุดศูนย์กลางของวงกลมต่างๆที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน
ศูนย์กลางคือเป้าหมาย
วงกลมในสมุดเป็นความพยายามของชั้นเรียนและโรงเรียนที่จะพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนทุกคน
วงกลมชั้นที่ 1 การเรียนรู้ของผู้เรียนสัมพันธ์กันโดยตรงกับเนื้อหาที่นำมาสอน
วิธีการสอน และกลวิธีที่นำมาใช้ในการประเมิน
วงกลมชั้นที่ 2 องค์ประกอบซึ่งจัดระบบภาระงานของผู้นำ (การเรียนรู้)
ที่ทำต่อครูผู้สอน ซึ่งการปรับปรุงการสอนในชั้นเรียนประกอบด้วยจุดมุ่งเน้น
แนวทางที่จะทำร่วมกับครูและโครงสร้างและรูปแบบ
เพื่อจัดระบบภาระงานการปรับปรุงการสอน
จากภาพวงกลมชั้นที่ 2 ศูนย์กลางเดียวกันกับวงกลมได้เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนในชั้นเรียน
ที่จุดเน้นที่ผู้สอนกำหนดให้เป็นเป้าหมายการเรียนรู้
ต่อมาพิจารณาแนวทาง-วิธีการดำเนินการระหว่างบุคคล
ซึ่งจะใช้กับครูที่จัดการสอนในชั้นเรียนโดยตรง
และโครงสร้างและรูปแบบของวิธีการต่างๆ ได้แก่ การนิเทศแบบคลินิก เพื่อนแนะเพื่อน
เพื่อผู้ติดชม
และกลุ่มวิจัยเชิงปฏิบัติการตามตารางที่กำหนดพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก
วงกลมชั้นที่ 3 องค์ประกอบซึ่งส่งเสริมให้การดำเนินงานครอบคลุมบริบทการปรับปรุงการสอน
ประกอบด้วย ลำดับความสำคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ที่ได้จากวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโรงเรียน
แผนการพัฒนาวิชาชีพ ทรัพยากรและระยะเวลา
และการประเมินผลวิธีการและสิ่งที่ผู้เรียนกำลังเรียนรู้อยู่
และวิธีการใช้ข้อมูลจากการประเมินเป็นแนวทางในการดำเนินงานจำเป็นเร่งด่วนของโรงเรียนต่อไป
จากภาพวงกลมชั้นที่ 3 อิทธิพลที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน
ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระบวนการปฏิรูปการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนทั้งหมดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ที่เป็นลำดับความสำคัญในการปรับปรุงโรงเรียน ถัดมาเป็นการพัฒนาด้านวิชาชีพครู
โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมุ่งไปที่ครูทุกคน และสุดท้ายการประเมินผลทางการประเมินระหว่างภาคเรียนและปลายภาคเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งหมด
Glickman, Carl D (2002 นักแปลเครือข่ายของกรมวิชาการ
2546 : 131) สรุปคำถามนำเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับภาพองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนดังต่อไปนี้
1.เป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร
จะบรรลุเป้าหมายของโรงเรียนได้อย่างไร และใช้เป้าหมายนี้อย่างไร
2.แผนพัฒนาวิชาชีพครูที่สอดคล้องกับเป้าหมายของโรงเรียนคืออะไร
แผนนี้เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกตรวจสอบการสอนของผู้สอนและการเรียนของผู้เรียนได้อย่างไร
3.ประเมินความก้าวหน้าทั้งหมดมุ่งสู่เป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งโรงเรียนได้อย่างไร
4.อะไรคือจุดมุ่งเน้นในการสอนและการเรียนรู้ที่ผู้สอนทุกคนต้องปฏิบัติ
5.จะใช้รูปแบบการนิเทศแบบใดและเครื่องมือใด
6.จะใช้วิธีการอะไรในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
7.ผู้สอนแต่ละคนจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
8.ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนอย่างไร
9.ผู้สอนแต่ละคนจะเปลี่ยนเนื้อหาที่สอนอย่างไร
การใช้คำถามนำนี้จะต้องคิดพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบอาจด้วยตนเองหรือร่วมกันในการวางแผนเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการสอน
พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้
ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพและการพัฒนาการศึกษาให้สูงขึ้นเป็นที่น่าพึงพอใจ
การทบทวนตนเองหลังการสอนที่มีคุณภาพ
การทบทวนตนเองหลังการสอนเป็นกระบวนการที่เหมาะกับการปฏิบัติงานในอาชีพเพราะเป็นกระบวนการที่ควรปฏิบัติเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์
กระบวนการนี้ไม่ใช่จะจำเป็นเฉพาะกับการสอนที่ดีเท่านั้นแต่ยังเป็นความจำเป็นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ด้วย
บอเมสเตอร์ กล่าวว่า ชีวิตมีความหมายเมื่อเราสนองความต้องการ
4 ประการเหล่านี้ได้แก่ 1)ด้านวัตถุประสงค์ 2) ด้านค่านิยม 3) ด้านประสิทธิผล และ 4) ด้านความพึงพอใจในตนเอง
“ความเข้าใจ”
ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการสนทนากับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องการสอนแต่เกี่ยวข้องกับการได้ความรู้จากการสนทนากับเพื่อนครูด้วยกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกันกระบวนการนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องการความเป็นคนช่างสังเกต
ต้องสังเกตความเป็นไปในอาชีพถ้าเห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นต้องหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้
เช่น ต้องสังเกตเห็นว่าเด็กคนไหนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา เด็กคนไหนจับดินสอไม่ถูกวิธี
คนไหนรักการอ่าน คนไหนเก่งทดลองวิทยาศาสตร์และคนไหนใช้เครื่องบันทึกเทปได้เก่ง
การทบทวนตนเองสอนจนเป็นเรื่อง
“การทำความเข้าใจ”
รูปแบบการสะท้อนความคิดนี้มีลักษณะเด่น 4 ประการ คือ เป็นวงจรมีความยืดหยุ่น มีประเด็นที่เน้นและมีลักษณะเป็นองค์รวม
1. มีลักษณะเป็นวงจร
การทบทวนตนเองและการปฏิบัติเป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องกันเป็นวงจร
เมื่อกระบวนการเริ่มแล้วจะไม่มีการถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือการทบทวนตนเองหลังการสอน จะนำเราไปสู่วงจรใหม่ที่ปรับปรุงแล้วต่อไป
2. มีความยืดหยุ่น
รูปแบบที่จะนำมาช้าจำเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่น
จะต้องไม่เป็นแบบที่มีลักษณะเป็นขั้นตอน เหตุผลที่เป็นเช่นนี้มีอยู่ 2 ประการคือ
ประการแรก
การทบทวนตนเองหลังการสอนมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน
ประการที่สอง รูปแบบการทบทวนตนเองต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้
การปรับปรุงการเรียนการสอนไม่จำเป็นต้องดำเนินไปในรูปแบบที่คงที่และมีขั้นตอนเป็นลำดับ
3. มีประเด็นที่เน้น
การมีความยืดหยุ่นไม่ได้หมายความว่าจะคิดวกวนอยู่กับปัญหาเกี่ยวกับการสอนหรือวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าวโดยหวังว่าคงจะพบทางออกเอง
การคิดจะต้องมีประเด็นที่เน้นและมีทิศทางเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย
4. มีลักษณะเป็นองค์รวม
จากรูปนี้เราจะมองเห็นการเรียนการสอนภาพรวม
เห็นการเชื่อมโยงค่านิยมในวิชาชีพเข้ากับการปฏิบัติ
การเชื่อมโยงการสอนเข้ากับความตั้งใจของครูที่จะพัฒนาการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพทำให้ครูเห็นว่าไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปแบบนี้ทำงานอยู่ในสภาพหยุดการเปลี่ยนแปลงแต่เป็นการทำงานอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงและมักจะมีความไม่แน่นอนรวมอยู่ด้วย
การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน
การประเมินการเรียนรู้
จะต้องให้ข้อมูลย้อนกลับการจัดการเรียนรู้บรรลุพันธกิจหรือไม่
มีความจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง การบรรลุเป้าหมายของโปรแกรมการศึกษา
การประเมินเพื่อพัฒนาประสิทธิผลในการจัดการเรียนรู้
Ghaye, T (1995) เสนอแนวคิดการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนจะต้องพิจารณาคำถาม
5 ข้อ คือ
1.คำถามเกี่ยวกับเวลา
2. คำถามเกี่ยวกับขนาดของงาน
3.ถามเกี่ยวกับความไม่แน่นอน
4.ถามเกี่ยวกับการเมืองในโรงเรียน
5.คำถามเกี่ยวกับการลงลึกในการปฏิบัติการ
การประเมินที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีความชัดเจนของจุดมุ่งหมาย
จุดมุ่งหมายในการเรียนรู้เป็นข้อความเกี่ยวกับการศึกษาที่แสดงถึงความมุ่งมั่น/เจตนาที่ตั้งใจให้เกิดขึ้น
เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นต้น
วัตถุประสงค์การเรียนรู้มีความเฉพาะให้รายละเอียดที่ได้มาจากจุดมุ่งหมาย
ใช้เขียนบรรยายกิจกรรมพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องกระทำ
ผลการเรียนรู้
เป็นชุดรายละเอียดที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้หลังจากได้เรียนในรายวิชาหรือหน่วยการเรียนในหลักสูตรรายวิชา
ผลการเรียนรู้ว่าจะต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จขั้นต่ำของผู้เรียนที่แสดงออกเป็นรูปธรรมได้
ความสัมพันธ์ของจุดมุ่งหมาย
วัตถุประสงค์ และผลการเรียนรู้ เขียนในรูปวัฏจักรการประเมินการเรียนรู้
รูปแบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิด
Outcome Driven Model
การตรวจสอบความเข้าใจและการสรุปความรู้
ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการเรียนรู้
ใช้แนวทางการประเมินการเรียนรู้ตามแนวคิด Outcome Driven Model
หลักการประเมินผลการเรียนรู้
การประเมินผลการเรียนรู้นั้นควรจะเป็นกระบวนการที่มีหลักการมารองรับเสมอ
หลักการที่จะควบคุมกระบวนการการประเมินผลการเรียนรู้มีดังต่อไปนี้
1.การประเมินผลต้องยึดตามจุดประสงค์การสอนที่ชัดเจน
2.ขั้นตอนและเทคนิคในการประเมินผลควรเลือกตามจุดประสงค์ในการประเมิน
3.การประเมินผลควรเป็นที่เข้าใจได้
4.การประเมินผลควรทำอย่างต่อเนื่อง
5.การประเมินผลควรระบุจุดอ่อนจุดแข็งและใช้งานได้
6.การประเมินผลควรเป็นความพยายามร่วมกัน
7.การประเมินผลควรจะมีความละเอียดรอบคอบ
การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร
นิยาม
“การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร”
การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร คือ
การให้ผู้เรียนเรียนรู้ตามกิจกรรมที่ออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสูตรที่ใช้
จากนั้นนำผลการทดสอบไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการจำเป็นของนักเรียน
ผู้สอนนำผลการประเมินตามหลักสูตรมาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนการสอนของตนเอง
เพื่อช่วยผู้เรียนให้พร้อมที่จะเรียนเรื่องต่อไป
หรือกรณีที่ผู้เรียนที่มีความพร้อมและต้องการเจ้าหน้ายิ่งขึ้น
นักการศึกษาใช้การประเมินตามหลักสูตรเพื่อช่วยให้อัตราการพัฒนาการเรียนการสอนสูงขึ้นได้รวมถึงการปรับปรุงสื่อการเรียนการสอนด้วยการสังเกตและบันทึกการปฏิบัติของนักเรียนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
ข้อมูลต่างๆที่เก็บรวบรวมได้จะช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน
ในการประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรนั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับการสอนขึ้นอยู่กับข้อมูลย้อนกลับที่ได้จากการประเมินความสามารถของผู้เรียนที่ระบุไว้ในหลักสูตร
เป้าหมายแรกคือแนวทางในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการเรียนการสอน
ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนการสอนตรงกับความต้องการของผู้เรียนอันเป็นการเพิ่มโอกาสที่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรมีจุดเด่นที่บอกถึงภาระงานใดที่ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถตามที่หลักสูตรกำหนด
การเลือกภาระงาน และกระบวนการใช้คะแนนมาตรฐาน และการบริหาร
ใช้การประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรอย่างไรนั้นก็แล้วแต่สถานการณ์
อาจใช้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรให้โปรไฟล์ของผู้เรียนได้ทั้งในระดับรายบุคคล
ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา
นอกจากนี้ข้อมูลจากการประเมินตามหลักสูตรสามารถใช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ
ที่ใช้เปรียบเทียบคะแนนของผู้เรียนรายบุคคลมาหรือใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียน
อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนที่สัมพันธ์สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
การประเมินผลการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษากรอบที่ใช้ในการอ้างอิงทฤษฎีและแนวปฏิบัติที่เป็นผลการศึกษาวิจัยของเดวิด
นิโคล สรุปเป็นหลักการประเมินผลและการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ดี 10 ข้อดังนี้
1.ให้ความชัดเจนว่าการปฏิบัติงานที่ดีเป็นอย่างไร
2.ให้ “เวลาและความพยายาม”
กับการเรียนรู้สิ่งที่ท้าทาย
3.ให้ข้อมูลย้อนกลับคุณภาพสูงที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตนเอง
4.สร้างความเชื่อที่เป็นแรงบันดาลใจและความเคารพตนเองในทางบวก
5.สนับสนุนให้มีการปฏิสัมพันธ์และการพูดคุยในเรื่องการเรียนการสอน
6.อำนวยความสะดวกในการพัฒนาการประเมินตนเองและการสะท้อนความคิดทางด้านการเรียน
7.ให้โอกาสผู้เรียนเลือกการประเมินผล-เนื้อหาและกระบวนการ
8. ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการประเมินผลและการปฏิบัติ
9.สนับสนุนการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้
10.ช่วยครูผู้สอนในการปรับการเรียนการสอนเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน
ดังนั้นการประเมินผลจะมีหลักการ
กระบวนการการประเมินการเรียนรู้ดังต่อไปนี้
1. การประเมินผลต้องยึดตามจุดประสงค์การสอนที่ชัดเจน
2.ขั้นตอนและเทคนิคในการประเมินผลควรเลือกตามจุดประสงค์ในการประเมิน
3.การประเมินผลควรเป็นที่เข้าใจได้ตรงกัน
4.การประเมินผลควรทำอย่างต่อเนื่อง
5.การประเมินผลควรระบุจุดอ่อนจุดแข็งและใช้งานได้
6.การประเมินผลควรเป็นความพยายามร่วมกัน
7.การประเมินผลควรจะมีความละเอียดรอบคอบ
การวัดและการประเมินผล
จุดประสงค์ของการวัดและการประเมินผล
การวัดและการประเมินผลการศึกษาหรือการเรียนการสอนหรือที่ในปัจจุบันใช้คำว่าการจัดการเรียนรู้เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ดังต่อไปนี้
1. การจัดตำแหน่ง เป็นการวัดและการประเมินผลโดยใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อจัดหรือแบ่งประเภทผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความสามารถอยู่ตรงระดับไหนของกลุ่มเก่ง
ปานกลาง หรืออ่อน มากน้อยเท่าใด ซึ่งสามารถใช้ได้หลายๆกรณี
2. การวินิจฉัย
การวัดและการประเมินผลที่เป็นไปเพื่อการวินิจฉัยว่าผู้เรียนคนใดมีความสามารถทางด้านใดและเมื่อสอนไปแล้วในแต่ละวิชามีส่วนใดที่ผู้เรียนเข้าใจชัดเจนถูกต้องหรือไม่เข้าใจ
เข้าใจยังไม่ถูกต้อง ผู้สอนจะได้สอนหรือแนะนำทำความเข้าใจใหม่ได้ถูกต้อง
3. การเปรียบเทียบ
จุดประสงค์ของการวัดและการประเมินผลในข้อนี้เป็นไปเพื่อการเปรียบเทียบความเจริญงอกงามหรือพัฒนาการของการเรียนรู้ของผู้เรียน
หลังจากนั้นเมื่อเลิกเรียนไปแล้วระยะหนึ่งหรือเมื่อเรียนจนจบแล้วผู้สอนอาจจะสอบเพื่อวัดและประเมินผลอีกครั้งว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
4. การพยากรณ์
เป็นการวัดหรือประเมินผลเพื่อช่วยในการพยากรณ์ทำนายหรือคาดการณ์และแนะนำว่าผู้เรียนคนนั้นควรจะเป็นอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จและสอดคล้องกับความสามารถ
ความถนัดหรือความสนใจของแต่ละบุคคล
5. การป้อนผลย้อนกลับ
เป็นการวัดและประเมินผลเพื่อนำผลประเมินที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุง
การจัดการเรียนการสอนในครั้งต่อๆไป
ผลย้อนกลับนี้มีได้ทั้งส่วนที่เป็นของผู้สอนและส่วนที่เป็นของผู้เรียน
6. การเรียนรู้
เป็นการวัดและการประเมินผลที่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นตัวกระตุ้นในรูปแบบต่างๆที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีและยังทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดีของผู้เรียนอีกด้วย
เครื่องมือและเทคนิควิธีที่ใช้ในการวัดและการประเมินผล
เครื่องมือและเทคนิควิธีที่ใช้ในการวัดและการประเมินผลการเรียนการสอนนั้นมีมากมายหลายชนิดแต่ที่รู้จักและนิยมใช้กันเป็นส่วนมาก
ได้แก่
1. การสังเกต เป็นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของผู้สังเกต
สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนในสภาพการณ์ที่เป็นจริงทั้งในและนอกห้องเรียน การสังเกตโดยทั่วๆไปเป็นการเฝ้าดูพฤติกรรมต่างๆของผู้ถูกสังเกตซึ่งอาจจะเฝ้าดูไปตามเรื่องไม่ได้กำหนดหรือวางแผนว่าจะสังเกตอะไร
อย่างไร
เมื่อมีพฤติกรรมอะไรเกิดขึ้นก็สังเกตและจดบันทึกไว้ทั้งหมดหรืออาจจะเฝ้าดูอย่างมีแผนการกำหนดไว้แน่นอนว่าจะสังเกตอะไรบ้างและสังเกตอย่างไร
2. การสัมภาษณ์
เป็นการพูดคุยซักถามกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนมีการซักถามโต้ตอบซึ่งกันและกัน
การสัมภาษณ์อาจทำได้ 2 แบบเช่นเดียวกัน คือ แบบไม่มีแบบแผนและแบบมีแผน
โดยเฉพาะแบบมีแผนนั้นจะกระทำเพื่อหาข้อมูลบางอย่างโดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน
3. การให้ปฏิบัติ
เป็นการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติให้ดูว่าสามารถทำได้ตามที่เรียนรู้หรือไม่
4. การศึกษากรณี
เป็นเทคนิคการศึกษาแก้ปัญหาหรือปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยละเอียดลึกซึ้งเป็นราย
ๆ ไป
5. การให้จินตนาการ
เป็นเครื่องมือวัดทางจิตวิทยาที่สร้างขึ้นเพื่อลดความรู้สึกนึกคิดของผู้ถูกวัดออกมาอย่างไม่ให้เจ้าตัวรู้สึกและให้เจ้าตัวเห็นว่าเป็นความรู้สึกหรือปฏิกิริยาของคนอื่น
การวัดและการประเมินผลด้วยวิธีนี้มักใช้วัดทางด้านบุคลิกภาพ
6. การใช้แบบสอบถาม
เป็นวิธีที่จะต้องมีแบบสอบถามเป็นชุดของคำถามที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระบบระเบียบพร้อมที่จะส่งให้ผู้ตอบอ่านและตอบด้วยตนเองคำถามที่ใช้จะเป็นคำถามที่ใช้ถามข้อเท็จจริงและความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การประเมินผลตามระบบการวัดผล
1. การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม
เป็นการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบผลงานหรือคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับผู้เรียนคนอื่นๆในกลุ่มเดียวกันโดยใช้งานหรือแบบทดสอบชนิดเดียวกันหรือฉบับเดียวกัน
จุดมุ่งหมายหลักของการประเมินผลแบบนี้เพื่อต้องการจำแนกหรือจัดลำดับบุคคลในกลุ่มนั้นๆตามความสามารถตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุดโดยยึดระดับผลสัมฤทธิ์
2. การประเมินแบบอิงเกณฑ์ เป็นการประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อดูว่างานหรือการสอบของผู้เรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงใดโดยไม่คำนึงถึงอื่นๆที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
การประเมินผลตามสภาพจริง
ลักษณะสำคัญของการประเมินผลตามสภาพจริงมีอยู่ด้วยกัน 4 ประการดังนี้
1. ประเมินในสิ่งที่เป็นภาคปฏิบัติจริงหรือกระทำจริงได้
2. กำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินไว้ให้ชัดเจน
3. การประเมินตามสภาพจริง
จะต้องทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่
4. การประเมินตามสภาพจริงจะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาในการแสดงออกอย่างเต็มที่
แนวทางในการวัดการประเมินตามสภาพจริง
เพื่อให้เห็นแนวทางของการวัดการประเมินตามสภาพจริงจึงกล่าวสรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้
1.
การวัดผลจะต้องใช้หลายๆวิธีในการวัด
2.
จะต้องมีการจัดทำแฟ้มสะสมงาน
3.การวัดผลต่างๆที่เกิดขึ้นในระดับชั้นต่างๆในตัวผู้เรียนแต่ละคนจะต้องตอบให้ได้ว่าบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงไร
3.1 เป้าหมายระดับชาติ
3.2 เป้าหมายระดับท้องถิ่น
3.3 เป้าหมายของตนเอง
4. แนวทางในการวัด
เน้นการวัดที่ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนหรือการวัดมุ่งจะปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน
เครื่องมือการประเมินผลตามสภาพจริง
1. การประเมินการแสดงออก
2. การประเมินกระบวนการและผลผลิต
การประเมินแฟ้มสะสมงาน
3.1 ความหมายของแฟ้มสะสมงาน
แฟ้มสะสมงาน หมายถึง
สิ่งที่เก็บรวบรวมผลงานหรือตัวอย่างของผลงานหรือหลักฐานที่แสดงถึงผลสัมฤทธิ์
ความสามารถ ความพยายาม หรือความถนัดของบุคคลหรือประเด็นสำคัญที่ต้องจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ
3.2 ลักษณะเด่นของการประเมินโดยแฟ้มสะสมงาน
การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงานมีลักษณะเด่นที่สำคัญดังต่อไปนี้
3.2.1 เพิ่มแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียน
3.2.2 พัฒนาทักษะทางวิชาการระดับสูงแก่นักเรียน
3.2.3 พัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อให้งานสำเร็จ
3.2.4 เป็นการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้จากนามธรรมไปสู่รูปธรรม
3.2.5 แสดงพัฒนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่องและนักเรียนได้ปรับปรุงงานตลอดเวลา
3.2.6 วัดความสามารถของนักเรียนได้หลายด้าน
3.2.7 เป็นกิจกรรมที่สอดแทรกอยู่ในสภาพการเรียนประจำวันที่มีประโยชน์ต่อนักเรียนในสภาพชีวิตจริง
3.2.8 นักเรียนมีความตระหนักในกระบวนการและยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมในการเรียน
การแก้ปัญหา การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการเก็บรวบรวมข้อมูล
3.2.9 นักเรียนได้มีโอกาสในการแสดงสร้างสรรค์ผลิตหรือทำงานด้วยตัวเอง
3.3 ประเภทของแฟ้มสะสมงาน
3.3.1 แฟ้มสะสมงานส่วนบุคคล
3.3.2 แฟ้มสะสมงานวิชาชีพ
3.3.3 แฟ้มสะสมงานวิชาการ
3.3.4 แฟ้มสะสมงานสำหรับโครงการ
3.4 องค์ประกอบของแฟ้มสะสมงาน
3.4.1 จุดมุ่งหมาย
3.4.2 หลักฐานหรือชิ้นงาน
3.4.3 การประเมินตนเอง
3.4.4 เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกต่อชิ้นงาน
3.4.5 การประเมินแฟ้มสะสมงาน
3.5 ประโยชน์ของแฟ้มสะสมงาน
3.5.1 ใช้ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
3.5.2 ทำหน้าที่ในการสะท้อนความสามารถรวมออกมาเป็นผลงานชิ้นสุดท้าย
3.5.3 แฟ้มสะสมงานจะทำให้ครูสามารถหาจุดเด่นของนักเรียนได้มากกว่าจุดด้อย
3.5.4 ทำหน้าที่สำคัญในการแจ้งผลสำเร็จของนักเรียนให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ
3.5.5 การเก็บสะสมงาน
ข้อควรคำนึงถึงในการประเมินผลตามสภาพจริง
1.เป็นการประเมินที่กระทำไปพร้อมกับการจัดการเรียนรู้และการเรียนรู้ของผู้เรียน
2.เป็นการประเมินที่ยึดพฤติกรรมเป็นสำคัญซึ่งแสดงออกมาจริง
3.ให้ความสำคัญในการพัฒนาจุดเด่นของผู้เรียน
4.เน้นการพัฒนาผู้เรียนและการประเมินตนเอง
5.ตั้งอยู่บนพื้นฐานเหตุการณ์ในชีวิตจริง
6.มีการเก็บข้อมูลระหว่างการปฏิบัติในทุกบริบท
7.เน้นคุณภาพของผลงาน
8.เน้นการวัดความสามารถในการคิดระดับสูง
9.ส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์เชิงบวก
10.สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประเมินผลการเรียน
การทดสอบและการให้เกรด
1.จำแนกตามลักษณะการกระทำ
1.1 แบบทดสอบแบบให้ลงมือทำ
1.2 แบบทดสอบแบบเขียนตอบ
1.3 แบบทดสอบปากเปล่า
2. จำแนกตามสมรรถภาพที่ใช้วัด
2.1 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์
2.1.1 แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างเอง
2.2.2 แบบทดสอบมาตรฐาน
2.2 แบบทดสอบความถนัด
2.3 แบบทดสอบบุคลิกภาพและสถานภาพทางสังคม
3. จำแนกตามลักษณะการตอบ
3.1 แบบทดสอบความเรียง
3.2 แบบทดสอบปรนัย
กล่าวโดยสรุปแล้วแบบทดสอบหรือข้อสอบที่นิยมใช้ในการเรียนการสอนทั้งแบบทดสอบแบบอัตนัยหรือความเรียงและแบบทดสอบแบบปรนัยต่างมีข้อดีและข้อจำกัดด้วยกันทั้งคู่ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่นำไปใช้
สรุป
การประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนจะทำให้ทางผู้สอนและผู้เรียนปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ
เพราะการประเมินผลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนอาศัยการประเมินตัวต่อตัว
ประเมินกลุ่มย่อยและการทดลองภาคสนาม
การออกแบบการเรียนการสอนจะทำให้การประเมินในลักษณะนี้มีความชัดเจนขึ้นและใช้การประเมินแบบอิงเกณฑ์
โดยประเมินผู้เรียนแต่ละคนเปรียบเทียบกับจุดประสงค์หรือจุดหมายและระดับคุณภาพที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างนิสัยที่พึงปรารถนาให้แก่ผู้เรียนอีกด้วย
ที่จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือกันเป็นพื้นฐานแล้ว
ผู้เรียนจะติดนิสัยการให้ความร่วมมือกันจะทำให้สังคมได้เยาวชนและผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่างๆที่เห็นแก่ส่วนรวม
มีความเป็นประชาธิปไตย
ยอมรับความคิดเห็นและปฏิบัติตามมติของกลุ่มแม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วย
รู้จักช่วยให้กลุ่มประสบความสำเร็จในงาน
โรงงานบางอย่างบางประเภทไม่อาจทำสำเร็จได้โดยลำพังผู้เดียว ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ส่วนกลุ่มที่มีการแข่งขันกันนั้นควรจะเป็นการเสริมแรงทางบวก คือ
การแข่งขันกับตนเองเพื่อที่จะเอาชนะใจตนเองมีวินัยในตนเองและพัฒนาตนเองในที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น