บทที่ 6
การบูรณาการความรู้ (Integrated
Knowledge)
I : การบูรณาการความรู้ (Integrated
Knowledge) การเชื่อมโยงความรู้ที่เกี่ยวข้องภายในศาสตร์ต่างๆของรายวิชาเดียวกันหรือปากหลายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง
ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นกระบวนการจัดประสบการณ์โดยเชื่อมโยงสาระความรู้ของสัตว์ต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ผู้เรียนได้รับความรู้
ทักษะ และเจตคติ
การบูรณาการความรู้ หมายถึง
การโยงความรู้
หรือการสร้างความสัมพันธ์และรวมแนวคิดเป็นหนึ่งเดียวในสถานการณ์ต่างๆการบูรณาการทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเป็นความรู้ที่ลุ่มลึกและยั่งยืน
การบูรณาการความรู้เป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะในยุคที่มีความรู้ ข้อมูลข่าวสารมาก
การบูรณาการความรู้อาจเขียนเป็นลำดับความสัมพันธ์ได้ดังนี้ เริ่มจากข้อมูล
สารสนเทศ ความรู้ ปัญญา
เป้าหมายหลักของการเรียนคือเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งที่ถือว่าสำคัญในเรื่องที่กำหนดหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเพื่อแสวงหาและรวบรวมความรู้
นวัตกรรมด้านการศึกษาจำนวนมากไม่สนใจความสำคัญของความรู้ด้านเนื้อหาแต่นักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการความรู้โดยการสำรวจ
การจัดจำแนก การจัดการ และการสังเคราะห์ความคิดและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประเมินประสบการณ์และแก้ปัญหาบรรจุอยู่ในหลักสูตรเรียกว่าหลักสูตรบูรณาการ
โดยนำความคิดหลักในวิชามาสัมพันธ์กันเป็นการเชื่อมโยงในแนวนอนระหว่างหัวข้อและเนื้อหาต่างๆที่เป็นความรู้ทั้ง
3 ด้านได้แก่พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย
และจิตพิสัยและสัมพันธ์กับวิชาอื่นด้วย
แนวการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ
การพัฒนาผู้เรียนตามความสามารถที่แตกต่างกันจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทุกด้านตามแนวคิดของการ์ดเนอร์
นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้นำเสนอทฤษฎีพหุปัญญา สรุปได้ว่า
ผู้เรียนมีความสามารถทั้ง 8 ด้าน คือ ด้านภาษา
ด้านตรรกและคณิตศาสตร์ ด้านภาพมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้านดนตรี
ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านการเข้าใจตนเอง และด้านความเข้าใจสภาพธรรมชาติ
การเสริมสร้างความเก่งและศักยภาพความสามารถด้านต่างๆที่มีอยู่ในตัวผู้เรียน
ผู้สอนจะต้องเข้าใจผู้เรียน รู้ถึงความถนัดความสามารถในการเรียนรู้ที่หลากหลาย ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อจะกระตุ้นความสามารถด้านต่างๆที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนให้มีความเด่นชัดปรากฏออกมาด้วยความรู้ความเข้าใจผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจมีความอดทนในการสังเกตประเมินจากผลการเรียนรู้ของผู้เรียนการพัฒนาความสามารถผู้สอนจึงมีหน้าที่ค้นหาความสามารถของผู้เรียนว่าเด่นและด้อยในเรื่องใดบ้างเพื่อจัดกิจกรรมสนับสนุนช่วยเหลือความสามารถในแต่ละด้านของผู้เรียนให้พัฒนาไปให้เต็มศักยภาพของตน
แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 มาตรา 23 ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการ
ซึ่งวิชัย วงษ์ใหญ่ กล่าวว่าการบูรณาการคือการผสมผสานที่กลมกลืนกันอย่างมีคุณภาพ
ระหว่างองค์ประกอบหรือปัจจัยต่างๆ
ทางรูปธรรมและนามธรรมที่มีเป้าหมายตรงกัน
เพื่อให้ได้มาซึ่งใหม่หรือสภาพใหม่ที่มีคุณค่าและสมบูรณ์แบบ
โดยมีอัตราส่วนผสมที่มอบหมายภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพจะได้ประโยชน์จากการบูรณาการสู่ชีวิตและการเรียนรู้
การบูรณาการการเรียนรู้คือการเชื่อมโยงระหว่างสาขาวิชาต่างๆในหลักสูตรจะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มีประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
ลักษณะการเรียนรู้จะจัดเป็นหน่วยการเรียนรู้หรือเป็นหัวเรื่อง
หน่วยบูรณาการ thematic
approach จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้คือ
- ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความหมาย
- เกิดองค์ความรู้ ความคิดแบบองค์รวม พัฒนาความสามารถการคิด
- เห็นความเชื่อมโยง
นำไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหาแบบองค์รวม
- เกิดประสบการณ์
นำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม
- ผู้เรียนควบคุมการเรียนรู้ของตนเอง
วิชัย วงษ์ใหญ่
การสรุปไว้ว่าลักษณะการบูรณาการ 4 แบบคือ
1. การสอดแทรก
การบูรณาการแบบเชื่อมโยงโดยผู้สอนคนเดียว
วิธีการสอดแทรกนี้ผู้สอนวิชาใดวิชาหนึ่งนำวิชาอื่นๆมาบูรณาการกับวิชาที่ตนสอนและสามารถเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่างๆให้เชื่อมโยงกับหัวเรื่อง
ชีวิตจริงหรือพละการเรียนรู้ที่กำหนดขึ้นมา
2. คู่ขนาน วิธีการคู่ขนานผู้สอนหลายคนมาจากรายวิชามาวางแผนร่วมกันเพื่อรวมองค์ประกอบของหัวเรื่อง
มโนทัศน์ หรือปัญหา แล้วผู้สอนแต่ละคน
แต่ละวิชาแยกกันและการกำหนดชิ้นงานขึ้นอยู่กับผู้สอนแต่ต้องสะท้อนถึงหัวเรื่องแนวคิดหรือปัญหาที่กำหนดไว้ร่วมกัน
การบูรณาการแบบคู่ขนานในการสอนผู้สอนอาจตกลงกันว่าจะยึดเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกับการพัฒนาสังคมและชีวิตที่มีการเชื่อมโยงคู่ขนาน
เช่น ผู้สอนวิทยาศาสตร์จะสอนเรื่องเอา
ผู้สอนศิลปะอาจจะให้ผู้เรียนรู้เทคนิคการวาดรูปที่มีเงา
3. พหุวิทยาการ
วิธีการพหุวิทยาการผู้สอนหลายคนมาจากหลายสาขาวิชามาวางแผนร่วมกันที่จะสอนเกี่ยวกับหัวเรื่อง
มโนทัศน์ หรือปัญหา
และกำหนดภาพรวมของโครงการร่วมกันให้ออกมาเป็นชิ้นงานแบ่งโครงการออกเป็นโครงการย่อย
การบูรณาการในหลายสาขาผู้สอนร่วมมือการสอนเป็นแบบโครงการโดยใช้องค์ความรู้จากหลายๆสาขาวิชาทำให้ผู้เรียนสามารถวางแผนสร้างสรรค์โครงการของตนเองขึ้นมาได้โดยใช้เวลาการเรียนต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง
4. การข้ามวิชาหรือการสอนเป็นทีม
วิธีการทำวิชาหรือสอนเป็นทีมผู้สอนแต่ละรายวิชามาวางแผนร่วมกันในองค์ประกอบของหัวเรื่อง
มโนทัศน์ หรือปัญหา กำหนดเป็นโครงการขึ้นมาและร่วมกันสอนเป็นคณะ
กรมวิชาการ (กองวิจัยทางการศึกษา
กรมวิชาการ, 2545 : 6-7) เสนอแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการหมายดังนี้
1. การบูรณาการแบบผู้สอนคนเดียว
เป็นการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนหนึ่งคน
มีการเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ต่างๆกับชีวิตจริงหรือการเชื่อมโยงสาระและกระบวนการเรียนรู้ภายในกลุ่มสาระต่างๆ
เช่นการอ่าน การเขียน คิดคำนวณ การคิดวิเคราะห์
ทำให้ผู้เรียนได้ใช้ทักษะและกระบวนการเรียนรู้ไปแสวงหาความรู้ความจริงจากหัวข้อเรื่องที่กำหนด
2. การบูรณาการแบบคู่ขนาน
เป็นการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน 2 คนขึ้นไปร่วมกันจัดการเรียนการสอนโดยยึดหัวข้อใดข้อหนึ่ง เช่น ครูคนหนึ่งสอนวิชาวิทยาศาสตร์
ส่วนครูอีกคนหนึ่งสอนวิชาคณิตศาสตร์ ในการสอนเรื่อง “น้ำ”
วิชาวิทยาศาสตร์สื่อการสอนเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำสถานะต่างๆส่วนวิชาคณิตศาสตร์สอนการวัดปริมาตรหรือน้ำหนักของน้ำ
3. การบูรณาการแบบสหวิทยาการ
เป็นการจัดการเรียนการสอนจากการนำเนื้อหาจากหลายกลุ่มสาระมาเชื่อมโยงและจัดการเรียนการสอนร่วมกันในเรื่องเดียวกัน
เช่น
ในวันสิ่งแวดล้อมครูผู้สอนวิชาภาษาไทยจัดการเรียนการสอนให้เรียนรู้คำศัพท์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์จัดกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาและวิชาสุขศึกษาให้เรียนรู้โดยทางกิจกรรมชมรมสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เป็นต้น
4. การบูรณาการแบบโครงการ
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ครูผู้สอนและนักเรียนร่วมกันสร้างสรรค์โครงการ
และใช้เวลาเรียนต่อเนื่องกันได้หลายชั่วโมง
โดยการนำจำนวนชั่วโมงของแต่ละรายวิชาที่แยกกันอยู่ ที่เคยแยกกันสอน
มารวมเป็นเรื่องเดียวกันกำหนดเป้าหมายเดียวกัน ในลักษณะของการสอนเป็นทีม
ถ้าต้องการเน้นทักษะเฉพาะก็สามารถแยกการสอนได้ เช่น กิจกรรมเข้าค่ายภาษาอังกฤษ
กิจกรรมค่ายศิลปะ เป็นต้น
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตัวเอง
การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หมายถึง การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้เรียนรู้
โดยพยายามจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สื่อ
และสิ่งแวดล้อมต่างๆโดยใช้กระบวนการต่างๆเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และผู้เรียนมีโอกาสนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น
คำถามคือ ผู้สอนจะมีวิธีการหรือเทคนิคที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆได้อย่างไร
ผู้สอนทั่วไปยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โดยเข้าใจว่า การให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเองคือการปล่อยให้ผู้เรียนเรียนรู้กันเองโดยที่ผู้สอนไม่ต้องมีบทบาทอะไร
หรือใช้วิธีสั่งให้ผู้เรียนไปที่ห้องสมุดอ่านหนังสือกันเองและเขียนรายงานมาส่งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แม้ว่าการให้การเรียนรู้เกิดขึ้นเป็นลักษณะที่ถูกต้องของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแต่การที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ขึ้นมาได้เองนั้นเป็นเรื่องยากผู้สอนจึงต้องมีหน้าที่เตรียมจากสถานการณ์และจัดกิจกรรมต่างๆนำทางไปสู่การเรียนรู้โดยไม่ใช้วิธีบอกความรู้โดยตรงหรือถ้าจะจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้โดยใช้ห้องสมุดเป็นแหล่งข้อมูลผู้สอนจะต้องสำรวจให้รู้ก่อนว่าภายในห้องสมุดมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง
อยู่ที่ใด จะค้นหาอย่างไร แล้วจึงวางแผนผังการ
ผู้เรียนต้องรู้เป้าหมายของการค้นหาจากคำสั่งที่ผู้สอนให้
รวมถึงการแนะแนวทางที่จะทำงานให้สำเร็จและในขณะที่ผู้เรียนลงมือปฏิบัติผู้สอนควรสังเกตการณ์อยู่ด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกนำข้อมูลนั้นมาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในครั้งต่อไป
เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกับผู้อื่น
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของผู้สอนอีกประการหนึ่ง
คือ
ผู้สอนเข้าใจว่าการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ต้องจัดโต๊ะเก้าอี้ให้ผู้เรียนและนั่งรวมกลุ่มกันโดยไม่เข้าใจว่าการรวมกลุ่มนั้นทำเพื่ออะไร
ความเข้าใจที่ถูกต้องคือเมื่อผู้เรียนจะต้องทำงานร่วมกันจึงจัดเก้าอี้ให้นั่งรวมกันเป็นกลุ่ม
ไม่ใช่นั่งรวมกลุ่มกันแตกต่างคนต่างทำงานของตัวเอง
การจัดให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันผู้สอนจะต้องกำกับดูแลให้สมาชิกในกลุ่มทุกคนมีบทบาทในการทำงานซึ่งรูปแบบการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ผู้สอนควรศึกษาเป็นแนวทางนำไปใช้เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรมคือรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกัน
วิทยากร เชียงกูล
ได้กล่าวถึงลักษณะการจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันเป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ
4-5 คน
โดยสมาชิกในกลุ่มมีระดับความสามารถแตกต่างกัน
สมาชิกทุกคนมีบทบาทหน้าที่ร่วมกันในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายมีเป้าหมายและมีโอกาสได้รับรางวัลของความสำเร็จร่วมกันวิธีการแบบนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในเชิงบวก
มาปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้ากัน
ได้มีโอกาสรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายจากกลุ่มได้พัฒนาทักษะทางสังคมไม่ได้ใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงานเพื่อสร้างความรู้ให้กับตนเอง
เทคนิคการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ตามความหมายของการเรียนรู้ที่แท้จริง
คือ ผู้เรียนต้องมีโอกาสนำความรู้ที่เรียนรู้มาไปใช้ในการดำเนินชีวิต
สิ่งที่เรียนรู้กับชีวิตจริงต้องเป็นเรื่องเดียวกัน
ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ความรู้ได้โดยสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนต้องแก้ปัญหาและนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้หรือให้ผู้เรียนแสดงความรู้นั้นออกมาในลักษณะต่างๆ
เช่น ให้วาดภาพแสดงรายละเอียดที่เรียนรู้จากการอ่านบทประพันธ์ในวิชาวรรณคดีเมื่อผู้สอนได้สอนให้เข้าใจโดยการตีความและแปลความแล้วหรือในวิชาที่มีเนื้อหาของการปฏิบัติเมื่อผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แล้วผู้สอนควรให้ผู้เรียนได้ฝึกให้ทำงานปฏิบัติซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชำนาญ
ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้
ผู้สอนควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในลักษณะต่างๆและเปิดโอกาสให้มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความสามารถเฉพาะที่ผู้เรียนแต่ละคนมีแตกต่างกัน
นอกจากการใช้เทคนิคการออกคำสั่งให้ผู้เรียนแสดงการทำงานในลักษณะต่างๆแล้วผู้สอนอาจใช้วิธีการสอนบางวิธีที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ในสถานการณ์อื่นๆได้เช่นกัน
ตัวอย่าง วิธีสอนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน
ผู้สอนเป็นผู้กำกับควบคุมให้ผู้เรียนทุกคนได้ร่วมกันวางแผน ดำเนินการตามแผน
และร่วมกันสรุปผลงาน ผู้เรียนแต่ละคนจะได้เลือกและแสดงความสามารถที่ตนเองถนัดเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย
จึงสามารถกล่าวขยายความได้ว่าการเรียนรู้โดยใช้โครงงานซึ่งสามารถทำอย่างต่อเนื่องกันได้
โดยมีประเด็นดังนี้
1.
ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตนเองสนใจ
2.
ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือหาคำตอบด้วยตนเองโดยการคิดและปฏิบัติจริง
3.
วิธีการหาคำตอบมีความหลากหลายจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
4.
นำข้อมูลหรือข้อความรู้จากการศึกษามาสรุปเป็นคำตอบหรือข้อค้นพบของตนเอง
5.
มีระยะเวลาในการศึกษาหรือแสวงหาคำตอบพอสมควร
6.
คำตอบหรือข้อค้นพบเชื่อมโยงต่อการพัฒนาความรู้ต่อไป
7.
ผู้เรียนมีโอกาสเลือก วางแผน และจัดการนำเสนอคำตอบของปัญหาหรือผลของการค้นพบด้วยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของตนเอง
การบูรณาการตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ( 2553 หน้า 119-128) การบูรณาการตามตัวชี้วัดการประกันคุณภาพการศึกษามีลักษณะดังนี้
1.การบูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอน
มีการบูรณาการดังนี้
1.1 กรณีที่นักศึกษาบัณฑิตศึกษาเป็นทีมวิจัยของอาจารย์
โดยอาจารย์มีงานวิจัยในลักษณะชุดโครงการวิจัยที่เป็นร่มใหญ่และมีงานวิจัยย่อยๆ
โดยนักศึกษาเข้าเป็นทีมในการวิจัยของอาจารย์ในชุดย่อยๆและมีอาจารย์ซึ่งเป็นหัวหน้าโครงการชุดใหญ่ให้คำแนะนำปรึกษา
นักศึกษาจะได้ฝึกฝนกระบวนการวิจัยตั้งแต่ต้นจนจบทำให้นักศึกษาเกิดทักษะในกระบวนการทำวิจัย
1.2 กรณีที่นักศึกษาปริญญาตรีทำโครงการวิจัยหรืองานสร้างสรรค์
ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานวิจัยหรืองานสร้างสรรค์ของอาจารย์เป็นการออกแบบการเรียนการสอนด้วยการมอบหมายงานนักศึกษาในรูปแบบที่เป็นองค์ประกอบงานวิจัย
โดยมีอาจารย์ควบคุมการดำเนินงานเป็นระยะระยะแต่ไม่ใช่รายวิชาวิจัยหรืออาจารย์มีโครงการวิจัยและให้นักศึกษาร่วมเป็นทีมการทำวิจัยที่มีการมอบหมายงานอย่างชัดเจน
หรือให้นักศึกษาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในโครงการวิจัยที่มีแผนการวิจัยชัดเจนว่านักศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการใดบ้าง
เช่น การทบทวนเอกสาร การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล
ซึ่งวิธีนี้ต่างจากวิธีแรกที่นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำวิจัยครบทุกขั้นตอน
แต่วิธีที่ 2 นี้นักศึกษาได้เรียนรู้บางส่วนของการวิจัยเท่านั้น
ดังนั้นอาจารย์ควรดำเนินการเพิ่มเติมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ครบกระบวนการด้วย
1.3 กรณีที่นักศึกษาทุกระดับ ปริญญาตรี
ปริญญาโท
และปริญญาเอกเข้าฟังการบรรยายหรือสัมมนาเกี่ยวกับผลความก้าวหน้าในงานวิจัยของอาจารย์
หรือเข้าร่วมการจัดแสดงงานสร้างสรรค์ขออาจารย์เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญ
แต่วิธีการนี้นักศึกษาต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานอาจทำให้นักศึกษาเข้าร่วมงานได้บางส่วนเท่านั้น
อาจารย์ควรมอบหมายงานให้ผู้ที่เข้าร่วมงานสรุปสิ่งที่ได้จากการเข้ารับฟังการบรรยายหรือสัมมนาเกี่ยวกับการวิจัยและนำมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
1.4 จัดให้มีการประชุมนำเสนอผลงานวิจัยและแสดงงานสร้างสรรค์ของนักศึกษาหรือส่งเสริมนักศึกษาเข้าร่วมประชุมการเสนอผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ระดับชาติและนานาชาติ
1.5 การส่งเสริมให้อาจารย์นำผลลัพธ์ที่เกิดจากการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในการจัดการเรียนการสอน
หมายถึงอาจารย์มีผลงานวิจัยที่สอดคล้องกับรายวิชาที่สอนและนำองค์ความรู้ที่เป็นข้อค้นพบจากงานวิจัยมาใช้ประกอบจัดการเรียนการสอน
เพราะการวิจัยทำให้มีการค้นพบความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
ทำให้นักศึกษามีความรู้ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง
ในการนำผลงานวิจัยมาใช้สอนนั้นต้องเป็นผลงานวิจัยของอาจารย์ผู้สอนเองไม่สามารถนำผลงานวิจัยของบุคคลอื่นที่เป็นภายนอกมาไม่เรียกว่าเกิดการบูรณาการ
2.การบูรณาการงานบริการวิชาการแก่สังคม
การบริการวิชาการหมายถึงกิจกรรมหรือโครงการให้บริการแก่สังคมภายนอกสถาบันหรือเป็นการให้บริการที่จะในสถาบันแต่ต้องเป็นการจัดให้กับบุคคลภายนอก
ประเภทของการบริการวิชาการมีดังนี้ ประเภทให้เปล่าโดยไม่มุ่งเน้นผลกำไร
เป็นลักษณะงานบริการวิชาการหรือกิจกรรมที่จะบริการสังคมโดยมหาวิทยาลัยได้จัดสรรงบประมาณ
และ/หรือมีองค์กรช่วยสนับสนุนในการลงทุนสำหรับการจัดกิจกรรมและให้ผู้ใช้บริการหรือผู้ร่วมกิจกรรมในการออกค่าใช้จ่ายด้วยอีกส่วนหนึ่ง
และประเภทหารายได้เป็นลักษณะงานบริการวิชาการหรือกิจกรรมที่จัดเพื่อบริการบุคคล/กลุ่มบุคคล/องค์กร
ภาครัฐ และเอกชน โดยผู้เข้าอบรมต้องเสียค่าใช้จ่าย
(งานบริการวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) ในการบูรณาการวิชาการแก่สังคมสามารถดำเนินการได้ดังนี้
2.1 การบูรณาการงานบริการทางวิชาการแก่สังคมกับการเรียนการสอนเป็นการจัดกระบวนการเรียนการสอนปกติและมีการกำหนดให้นักศึกษานำความรู้ที่ได้รับ
โครงการหรือกิจกรรมบริการวิชาการให้กับบุคคลภายนอก
2.2 การบูรณาการงานบริการทางวิชาการแก่สังคมกับการวิจัยเป็นการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์หรือการนำความรู้
ประสบการณ์จากการบริการวิชาการกลับมาพัฒนาต่อยอดความรู้ใหม่โดยผ่านกระบวนการวิจัย
3. การบูรณาการงานด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมกับการจัดการเรียนการสอน
สถาบันควรสนับสนุนให้มีการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไปบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอน
คือมีการจัดการเรียนการสอนที่นำการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมไปผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนการสอน
เมื่อมีการบูรณาการกำหนดให้มีการประเมินความสำเร็จของการบูรณาการและมีการนำผลการประเมินไปปรับปรุงการบูรณาการงานด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมการจัดการเรียนการสอน
การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ
นักการศึกษาไทยได้พยายามที่จะเสนอแนวคิดเพื่อการพัฒนาการศึกษาและการเรียนการสอนของไทยตลอดมา
ในหนังสือนี้ได้ประมวลแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนมานำเสนอ
ได้แก่
1.
กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 โดย สาโรช บัวศรี
2.
กระบวนการกัลยาณมิตร
สุมน อมรวิวัฒน์
3.
กระบวนการทางปัญญา โดย ประเวศ
วะสี
4.
กระบวนการคิด โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
5.
กระบวนการคิด โดย เกรียงศักดิ์
เจริญวงศ์ศักดิ์
6.
มิติการคิดและกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดย ทิศนา แขมมณี
และคณะ
7.
กระบวนการสอนค่านิยมและจริยธรรม โดย โกวิท ประวาลพฤกษ์
8.
กระบวนการต่างๆ โดย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
8.1 ทักษะกระบวนการ 9 ขั้น
8.2 กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
8.3 กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
8.4 กระบวนการแก้ปัญหา
8.5 กระบวนการสร้างความตระหนัก
8.6 กระบวนการปฏิบัติ
8.7 กระบวนการคณิตศาสตร์
8.8 กระบวนการเรียนภาษา
8.9 กระบวนการกลุ่ม
8.10 กระบวนการสร้างเจตคติ
8.11 กระบวนการสร้างค่านิยม
8.12 กระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจ
1.กระบวนการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 โดย สาโรช บัวศรี
สาโรจ บัวศรี (2526) มีนักศึกษาไทยผู้มีชื่อเสียงและประสบการณ์สูงในวงการศึกษาท่านนี้เป็นผู้ริเริ่มจุดประกายความคิดในการนำหลักพุทธธรรมมาใช้ในการเรียนการสอนมานานกว่า
20 ปีมาแล้ว โดยการประยุกต์หลักอริยสัจ 4 อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
มาใช้เป็นกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้ควบคู่กับแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า “กิจในอริยสัจ
4” การประกอบด้วย ปริญญา (การกำหนดรู้) ปหานะ (การละ) สัจฉิกิริยา
(การทำให้แจ้ง) และภาวนา (การเจริญหรือการลงมือปฏิบัติ) จากหลักทั้งสอง
ท่านใดเสนอแนะการสอนกระบวนการแก้ปัญหาไว้เป็นขั้นตอน ดังนี้
1.
ขั้นกําหนดปัญหา (ขั้นทุกข์) คือ
การให้ผู้เรียนระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข
2.
การตั้งสมมติฐาน (ขั้นสมุทัย) คือ
การให้ผู้เรียนวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและตั้งสมมติฐาน
3.
การทดลองและเก็บข้อมูล (ขั้นนิโรธ) คือ
การให้ผู้เรียนกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานและเก็บรวบรวมข้อมูล
4.
การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล (ขั้นมรรค)
คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุป
2.กระบวนการกัลยาณมิตร โดย สุมน
อมรวิวัฒน์
สุมน อมรวิวัฒน์ (2524 : 196-199) ราชบัณฑิต
สำนักธรรมศาสตร์และการเมืองสาขาการศึกษาคณะครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกิตติเมธีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ได้อธิบายกระบวนการกัลยาณมิตรไว้ว่า
เป็นกระบวนการประสานสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพื่อจุดมุ่งหมาย 2 ประการคือ 1. ชี้ทางบรรเทาทุกข์ 2. ชี้สุขเกษมศานติ์กระบวนการกัลยาณมิตรใช้หลักการที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นหลักที่ช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้
คือหลักอริยสัจ 4 มาใช้ควบคู่กับหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ในการจัดการเรียนการสอน
ซึ่งมีกระบวนการหรือขั้นตอน 8 ชั้นในการดังนี้
2.1 หาสร้างความไว้ใจตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ได้แก่
การที่ผู้สอนวางตนให้เป็นที่น่าเคารพรัก เป็นที่พึ่งแก่ผู้เรียนได้
มีความรู้และฝึกหัดอบรมและปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ
สามารถสื่อสารชี้แจงให้ศิษย์เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง มีความอดทน
พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา และมีความตั้งใจสอนด้วยความเมตตา
ช่วยให้ผู้เรียนพ้นจากทางเสื่อม
2.2 การกำหนดและจับประเด็นปัญหา (ขั้นทุกข์)
2.3 การร่วมการคิดวิเคราะห์เหตุของปัญหา
(ขั้นสมุทัย)
2.4 การจัดลําดับความเข้มของระดับปัญหา
(ขั้นสมุทัย)
2.5 การกำหนดจุดหมายหรือสภาวะพ้นปัญหา
(ขั้นนิโรธ)
2.6 การร่วมการคิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหา
(ขั้นนิโรธ)
2.7 การจัดลำดับจุดหมายของภาวะพ้นปัญหา
(ขั้นนิโรธ)
2.8 การปฏิบัติดพื่อแก้ปัญหาตามแนวทางที่ถูกต้อง
(ขั้นมรรค)
3. กระบวนการทางปัญญา โดย ประเวศ วะสี
ประเวศ วะสี (2542) นักคิดคนสําคัญของประเทศไทย
ผู้มีบทบาทอย่างมากในการกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้น
ทานได้เสนอกระบวนการทางปัญญา ซึ่งควรฝึกฝนให้แก่ผู้เรียน ประกอบด้วยขั้นตอน 10 ขั้น ดังนี้
3.1 ฝึกสังเกต
ให้ผู้เรียนมีโอกาสสังเกตสิ่งต่างๆให้มาก ให้รู้จักสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว
3.2 ฝึกบันทึก
ให้ผู้เรียนสังเกตสิ่งต่างๆและจดบันทึกรายละเอียดที่สังเกตเห็น
3.3 ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุม เมื่อผู้เรียนได้ไปสังเกตหรือทำอะไรหรือเรียนรู้อะไรมาให้ฝึกนำเสนอเรื่องนั้นต่อที่ประชุม
3.4 ฝึกการฟัง
การฟังผู้อื่นช่วยให้ได้ความรู้มาก ผู้เรียนจึงควรได้รับการฝึกให้เป็นผู้ฟังที่ดี
3.5 ฝึกปุจฉา-วิสัชนา
ให้ผู้เรียนฝึกการถาม-การตอบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องที่ศึกษา
รวมทั้งได้ฝึกการใช้เหตุผล การวิเคราะห์และการสังเคราะห์
3.6 ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม
ให้ผู้เรียนฝึกคิดและตั้งคำถาม
เพราะเขาถามเป็นเครื่องมือสำคัญในการได้มาซึ่งความรู้
ต่อไปจึงให้ผู้เรียนฝึกตั้งสมมติฐานและหาคำตอบ
3.7 ฝึกการค้นหาคำตอบ
เมื่อมีคำถามและสมมติฐานแล้ว ควรให้ผู้เรียนฝึกค้นหาคำตอบจากแหล่งต่างๆ เช่น
หนังสือ ตำรา อินเทอร์เน็ต หรือไปสอบถามจากผู้รู้ เป็นต้น
3.8 ฝึกการวิจัย
การวิจัยเป็นกระบวนการหาคำตอบที่จะช่วยให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่
3.9 ฝึกเชื่อมโยงบูรณาการ
บูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมด และเห็นตัวเองเมื่อผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรมาแล้ว
ควรให้ผู้เรียนเชื่อมโยงให้เห็นความเป็นทั้งหมดและเกิดการรู้ตัวเองตามความเป็นจริงว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร
อันจะทำให้เกิดมิติทางจริยธรรมขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
3.10 ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ
หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องใดแล้วควรให้ผู้เรียนฝึกเรียบเรียงความรู้ที่ได้
การเรียกไปยังจะช่วยให้ความคิดประณีตขึ้น
ทำให้ต้องค้นคว้าหาหลักฐานที่มาของความรู้ให้ถี่ถ้วนแม่นยำขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการเป็นวิธีการสำคัญในการพัฒนาปัญญาของตน
และเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป
4. กระบวนการคิด โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2542 : 4-5) นักรัฐศาสตร์ และราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง
และผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย นักคิดผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย
ซึ่งหันมาสนใจและพัฒนางานทางด้านการศึกษาอย่างจริงจัง
ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการคิดไว้ว่า การคิดของคนเรามีหลายรูปแบบ
โดยท่านใดยกตัวอย่างมา 4 แบบ และได้อธิบายลักษณะของนักคิดทั้ง 4 แบบไว้ ซึ่งผู้เขียนจะขอนำมาประยุกต์เป็นแนวทางในการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดของผู้เรียนได้ดังนี้
4.1 การคิดแบบนักวิเคราะห์
ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนให้พัฒนาความสามารถในการคิดแบบนี้ได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนแสวงหาข้อเท็จจริง
ดูตรรกะ ทิศทาง หาเหตุผล และมุ่งแก้ปัญหา
4.2 การคิดแบบรวบยอด
ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนให้พัฒนาความสามารถในการคิดแบบนี้ได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนคิดว่าภาพและสมองสร้างความคิดใหม่จากข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอน
หรือมองข้อมูลเดิมในแง่มุมใหม่และส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าคิดกล้าทำ
4.3 การคิดแบบโครงสร้าง
การฝึกให้ผู้เรียนแยกแยะส่วนประกอบ ศึกษาส่วนประกอบ และเชื่อมโยงข้อมูล
จะเป็นโครงสร้างจะทำให้ผู้เรียนมีการคิดอย่างเป็นระบบ
สามารถตัดสินว่าควรจะทำอะไรอย่างไร
4.4 การคิดแบบผู้นำสังคม
การฝึกให้ผู้เรียนปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับผู้อื่น ทำตนเป็นผู้อำนวยความสะดวก
ฝึกทักษะกระบวนการทำงานร่วมกันเป็นทีม และฝึกให้คิด 3 ด้านที่เรียกว่า “PMI” คือด้านบวก ด้านลบ
หน้าด้านที่ไม่บวกไม่ลบ แต่เป็นด้านที่ไม่สนใจ
5. มิติการคิดและกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
โดย ทิศนา แขมมณี และคณะ
ทิศนา แขมมณี และคณะ (2543) ได้ศึกษาค้นคว้าและจัดมิติของการคิดไว้ 6 ด้านคือ
5.1 มิติด้านข้อมูลหรือเนื้อหาที่ใช้ในการคิด
การคิดของบุคคลจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 2 ส่วน คือ
เนื้อหาที่ใช้ในการคิดและกระบวนการคิด
คือต้องมีการคิดอะไรควบคู่ไปกับการคิดอย่างไร
ซึ่งเรื่องหรือข้อมูลที่คิดนั้นมีจำนวนมากเกินกว่าที่จะกำหนดได้ อย่างไรก็ตาม
อาจจัดกลุ่มใหญ่ๆได้เป็น 3 กลุ่มคือ ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง
ข้อมูลเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อม และข้อมูลวิชาการ
5.2 มิติด้านคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด
ได้แก่ คุณสมบัติส่วนบุคคล ซึ่งมีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการคิดและคุณภาพของการคิด
เช่น ใจกว้าง ความใฝ่รู้ความกระตือรือร้น ความกล้าเสี่ยง เป็นต้น
5.3 มิติด้านทักษะการคิด หมายถึง
กระบวนการหรือขั้นตอนที่บุคคลใช้ในการคิด ซึ่งจะได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน
ประกอบด้วยทักษะที่ใช้ในการสื่อสาร เช่น ทักษะการอ่าน การพูด การเขียน ฯลฯ ทักษะการคิดที่เป็นแกน
เช่น ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ เชื่อมโยง ฯลฯ และทักษะการคิดขั้นสูง เช่น
ทักษะการนิยาม การสร้าง การสังเคราะห์ การจัดระบบ ฯลฯ
ทักษะการคิดขั้นสูงมักประกอบด้วย
กระบวนการหรือขั้นตอนที่ซับซ้อนมากกว่าทักษะการคิดขั้นที่ต่ำกว่า
5.4 มิติด้านลักษณะการคิด
เป็นประเภทของการคิดที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งมีความเป็นนามธรรมสูง
จำเป็นต้องมีการตีความให้เห็นเป็นรูปธรรม
จึงจะสามารถเห็นกระบวนการหรือขั้นตอนการคิดชัดเจนขึ้น เช่น การคิดกว้าง
การคิดลึกซึ้ง การคิดละเอียด เป็นต้น
5.5 มิติด้านกระบวนการคิด เป็นการคิดที่ประกอบไปด้วยขั้นตอนหลากหลายขั้นตอนซึ่งจะนำผู้คิดไปสู่เป้าหมายเฉพาะของการคิดนั้น
ด้วยขั้นตอนหลักเหล่านั้นจำเป็นต้องอาศัยทักษะการคิดย่อยๆจำนวนมากบ้าง น้อยบ้าง
กระบวนการคิดแก้ปัญหา กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการวิจัย เป็นต้น
5.6 มิติด้านการควบคุมและประเมินการคิดของตน
เป็นกระบวนการที่บุคคลใช้ในการควบคุมกำกับการรู้คิดของตนเอง
มีผู้เรียกการคิดลักษณะนี้ว่าเป็นการคิดอย่างมียุทธศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมการวางแผน
การควบคุมกำกับการกระทำของตนเอง การตรวจสอบความก้าวหน้าและประเมินผล
กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
จุดมุ่งหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
เพื่อให้ได้ความคิดที่รอบคอบสมเหตุสมผล
ผ่านการพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างกว้างขวางลึกซึ้งและผ่านการพิจารณากลั่นกรองไต่ตรองทั้งทางด้านคุณ-โทษ
แนะคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นมาแล้ว
เกณฑ์ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1.
สามารถกำหนดเป้าหมายในการคิดอย่างถูกต้อง
2.
สามารถระบุประเด็นในการคิดอย่างชัดเจน
3.
สามารถประมวลข้อมูลทั้งทางด้านข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเกี่ยวกับที่คิดทั้งทางด้านกว้างทางลึกและไกล
4.
สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและเลือกข้อมูลที่จะใช้ในการคิดได้
5.
สามารถประเมินข้อมูลได้
6.
สามารถใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาข้อมูลและแสงคำตอบ/ทางเลือกที่สมเหตุสมผลได้
7.
สามารถเลือกทางเลือก/ลงความเห็นในประเด็นที่คิดได้
วิธีการหรือขั้นตอนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1.
ตั้งเป้าหมายในการคิด
2.
ระบุประเด็นในการคิด
3.
ประมวลข้อมูลทั้งทางด้านข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่คิดทั้งทางกว้างลึกและไกล
4.
วิเคราะห์ จำแนกแยกแยะข้อมูล จัดหมวดหมู่ของข้อมูล
และเลือกข้อมูลที่จะนำมาใช้
5.
ประเมินข้อมูลที่จะใช้ในแง่ความถูกต้อง ความเพียงพอ
และความน่าเชื่อถือ
6.
ใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาข้อมูลทางเลือก/คำตอบที่สมเหตุสมผลตามข้อมูลที่มี
7.
เลือกทางเลือกที่เหมาะสมโดยพิจารณาถึงผลที่จะตามมาและคุณค่าหรือความหมายแท้จริงของสิ่งนั้น
8.
ชั่งน้ำหนัก คนได้ผลเสีย คุณ-โทษ ในระยะสั้นและระยะยาว
9.
ไต่ตรองทบทวนไปมาให้รอบคอบ
10. ประเมินทางเลือกและลงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่คิด
6. กระบวนการคิด โดย เกรียงศักดิ์
เจริญวงศ์ศักดิ์
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2542 ข : 3-4) ผู้อำนวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (ไอเอฟดี) และนักคิดคนสําคัญของประเทศ ได้อภิปรายไว้ว่า
หากเราต้องการให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไปได้ไม่เสียเปรียบ ไม่ถูกหลอกง่าย
และสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาให้คนไทย “คิดเป็น”
คือรู้จักวิธีการคิดที่ถูกต้อง
และท่านใดเสนอแนะว่าควรมีการพัฒนาความสามารถในการคิดใน 10 มิติให้แก่คนไทย
โดยท่านได้ให้ความหมายของการคิดใน 10 มิติดังกล่าวไว้
ซึ่งผู้เขียนขอประยุกต์มาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนสำหรับครูเพื่อใช้ในการพัฒนาผู้เรียนดังนี้
มิติที่ 1 ความ ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์
สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้โดยฝึกให้ผู้เรียนท้าทายและโต้แย้งข้อสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลังเหตุผลที่ยอมความคิดเหล่านั้นเพื่อเปิดทางสู่แนวความคิดอื่นๆที่อาจเป็นไปได้
มิติที่ 2 ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์
พัฒนาให้เกิดขึ้นได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนสืบค้นข้อเท็จจริงถ้าตอบคำถามเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างโดยการตีความ
การจำแนกแยกแยะ
และการทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของสิ่งนั้นและองค์ประกอบอื่นๆที่สัมพันธ์กัน
รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลที่ไม่ขัดแย้งกันระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นด้วยเหตุผลที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ
มิติที่ 3 ความสามารถในการคิดเชิงสังเคราะห์
และการฝึกให้ผู้เรียนรวมองค์ประกอบที่แยกส่วนกันเมื่อหลอมรวมภายใต้โครงร่างใหม่อย่างเหมาะสมซึ่งจะช่วยพัฒนาผู้เรียนความสามารถของผู้เรียนในการคิดเชิงสังเคราะห์ได้
มิติที่ 4 ความสามารถในการคิดเชิงเปรียบเทียบ
การฝึกให้ผู้เรียนค้นหาความเหมือนและ/หรือความแตกต่างขององค์ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไปเพื่อใช้ในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งบนมาตรการเดียวกันเป็นวิธีการช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงเปรียบเทียบได้ดี
มิติที่ 5 ความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์
ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาทักษะในการคิดแบบนี้ได้โดยการฝึกการนำข้อมูลทั้งหมดมาประสานการและสร้างเป็นกรอบความคิดใหม่ขึ้นมาใช้ในการตีความข้อมูลอื่นๆต่อไป
มิติที่ 6 ความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์
ความสามารถด้านนี้พัฒนาได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนคิดออกนอกกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่ทำให้ได้แนวทางใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อน
มิติที่
7 ความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์
การคิดประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกนำสิ่งต่างๆที่มีอยู่เดิมไปใช้ประโยชน์ในวัตถุประสงค์ใหม่และปรับสิ่งที่มีอยู่เดิมให้เข้ากับบุคคล
สถานที่ เวลา และเงื่อนไขใหม่ได้อย่างเหมาะสม
มิติที่ 8 ความ ความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์
ความสามารถในด้านนี้พัฒนาได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรมที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
มิติที่ 9 ความสามารถในการคิดเชิงบูรณาการ
คือการฝึกให้ผู้เรียนเชื่อมโยงเรื่องในมุมต่างๆเข้ากับเรื่องหลักๆได้อย่างเหมาะสม
มิติที่ 10 ความสามารถในการคิดเชิงอนาคต
เป็นความสามารถในการคิดขั้นสูงซึ่งสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกให้ผู้เรียนคาดการณ์และประมาณการการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
โดยการใช้เหตุผลทางตรรกวิทยา สมมติฐาน
ข้อมูลและความสัมพันธ์ต่างๆของในอดีตและปัจจุบัน เพื่อคาดการณ์
ทิศทางหรือขอบเขตทางเลือกที่เหมาะสมอีกทั้งมีพลวัตสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
7. กระบวนการสอนค่านิยมและจริยธรรม โดย
โกวิท ประวาลพฤกษ์
โกวิท ประวาลพฤกษ์ (2532) นักวิชาการคนสำคัญท่านหนึ่งในวงการศึกษาได้เสนอความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาค่านิยมและจริยธรรมไว้ว่าควรเริ่มต้นด้วยการพัฒนาเหตุผลเชิงจริยธรรมและดำเนินการสอนตามขั้นตอนดังนี้
7.1 กำหนดพฤติกรรมทางจริยธรรมที่พึงปรารถนา
7.2 เสนอตัวอย่างพฤติกรรมในปัจจุบัน
7.3 ประเมินปัญหาเชิงจริยธรรม
7.4 แลกเปลี่ยนผลการประเมิน
7.5 ฝึกพฤติกรรมโดยมีผลสำเร็จ
7.6 เพิ่มระดับความขัดแย้ง
7.7 ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง
7.8 กระตุ้นให้ผู้เรียนยอมรับตัวเอง
8. การจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการ โดย
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
ได้เสนอแนะการจัดการเรียนการสอน 12 กระบวนการด้วยกัน ดังนี้ (กรมวิชาการ 2534)
8.1 ทักษะกระบวนการ ( 9 ขั้น)
8.2 กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
8.3 กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
8.4 กระบวนการแก้ปัญหา
8.5 กระบวนการสร้างความตระหนัก
8.6 กระบวนการปฏิบัติ
8.7 กระบวนการคณิตศาสตร์
8.8 กระบวนการเรียนภาษา
8.9 กระบวนการกลุ่ม
8.10 กระบวนการสร้างเจตคติ
8.11 กระบวนการสร้างค่านิยม
8.12 กระบวนการเรียนรู้ความเข้าใจ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
ได้ให้ความหมายของการสอนที่เน้นกระบวนการไว้ว่าเป็นการสอนที่
ก.
สอนให้ผู้เรียนสามารถทำตามขั้นตอนได้และรับรู้ขั้นตอนทั้งหมดจึงสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ใหม่ๆ
ข.
สอนให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนจนเกิดทักษะสามารถนำไปใช้ได้อย่างอัตโนมัติ
การสอนกระบวนการจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
1. ผู้มีความเข้าใจและใช้กระบวนการนั้นอยู่
2. ครูนำผู้เรียนผ่านขั้นตอนต่างๆของกระบวนการทีละขั้นอย่างเข้าใจครบถ้วนครบวงจร
3. ผู้เรียนเข้าใจและรับรู้ขั้นตอนของกระบวนการนั้น
4. ผู้เรียนนำกระบวนการนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้
5. ผู้เรียนใช้กระบวนการนำในชีวิตประจำวันจนเป็นนิสัย
จะเห็นได้ว่ากระบวนการเหล่านี้ผู้สอนจะต้องเป็นผู้วางแผนนำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้จนบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้
ดังนั้น
กระบวนการที่ใช้จะเป็นกระบวนการใดก็ย่อมขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นสำคัญ
8.1 ทักษะกระบวนการ ( 9 ขั้น)
1. ตระหนักในปัญหาและความจำเป็น
2. คิดวิเคราะห์วิจารณ์
3. สร้างทางเลือกให้หลากหลาย
4. ประเมินและเลือกทางเลือก
5. กำหนดและลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ
6. ปฏิบัติด้วยความชื่นชม
7. ประเมินระหว่างปฏิบัติ
8. ปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่เสมอ
9. ประเมินผลรวมเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ
8.2 กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด
1.
สังเกต
2.
จำแนกความแตกต่าง
3.
หาลักษณะร่วม
4.
ระบุชื่อความคิดรวบยอด
5.
ทดสอบและนำไปใช้
8.3 กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1.
ช่างสังเกต
2.
อธิบาย
3.
รับฟัง
4.
เชื่อมโยงความสัมพันธ์
5.
วิจารณ์
6.
สรุป
8.4 กระบวนการแก้ปัญหา
1.
สังเกต
2.
วิเคราะห์
3.
สร้างทางเลือก
4.
เก็บข้อมูลประเมินทางเลือก
5.
สรุป
8.5 กระบวนการสร้างความตระหนัก
1.
สังเกต
2.
วิจารณ์
3.
สรุป
8.6 กระบวนการปฏิบัติ
1. สังเกตรับรู้
2. ทำตามแบบ
3. ทำเองโดยไม่มีแบบ
4. ฝึกให้ชำนาญ
8.7 กระบวนการคณิตศาสตร์
กระบวนการนี้มี 2 วิธีการ
วิธีการคือสอนทักษะการคิดคำนวณและทักษะแก้ปัญหาโจทย์
8.8 กระบวนการเรียนภาษา
1. ทำความเข้าใจสัญลักษณ์ สื่อ รูปภาพ
รูปแบบเครื่องหมาย
2. สร้างความคิดรวบยอด
3. สื่อความหมาย ความคิด
4. พัฒนาความสามารถ
8.9 กระบวนการกลุ่ม
1. มีผู้นำกลุ่ม เสื้อถักปลี่ยนกัน
2. วางแผนกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการ
3. รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกทุกคนบนพื้นฐานของเหตุผล
4. แบ่งหน้าที่รับผิดชอบเมื่อมีการปฏิบัติ
5. ติดตามผลการปฏิบัติและปรับปรุง
6. ประเมินผลรวมและชื่นชมในผลงานของคณะ
8.10 กระบวนการสร้างเจตคติ
1. สังเกต
2. วิเคราะห์
3. สรุป
8.11 กระบวนการสร้างค่านิยม
1. สังเกต ขณะ
2. ประเมินเชิงเหตุผล
3. กำหนดค่านิยม
4. วางแผนปฏิบัติ
5. ปฏิบัติด้วยความชื่นชม
8.12 กระบวนการเรียน ความรู้ความเข้าใจ
1. สังเกต ตระหนัก
2. วางแผนปฏิบัติ
3. ลงมือปฏิบัติ
4. พัฒนาความรู้ความเข้าใจ
5. สรุป
สรุป
การบูรณาการเป็นการนำศาสตร์สาขาวิชาต่างๆที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน
เนื้อหาวิชาต่างๆที่ใกล้เคียงกันหรือเกี่ยวข้องกันควรนำมาเชื่อมโยงกันเพื่อให้เรียนรู้อย่างมีความหมาย
ลดความซ้ำซ้อนเชิงเนื้อหาวิชา
แนวคิดสำคัญที่ผู้สอนจะนำมาใช้เป็นเทคนิคในการจัดกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เรียนได้นำข้อมูลหลากหลายที่เกิดจากการเรียนรู้ไปสัมพันธ์เชื่อมโยงก็คือแนวคิดเกี่ยวกับ
“การบูรณาการ” เหตุที่ต้องจัดให้มีการบูรณาการหลักสูตรและการเรียนการสอนคือในชีวิตของคนเรามีเรื่องราวต่างๆที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกันไม่ได้แยกออกจากการเป็นเรื่องๆ
เมื่อมีการบูรณาการเข้ากับชีวิตจริงโดยการเรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวแล้วขยายกว้างออกไปผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นและเรียนรู้อย่างมีความหมายเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้
ความคิด ความสามารถและทักษะที่หลากหลาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น